วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เรื่องเล่า หมอนวด

เรื่องเล่า หมอนวด

     เรื่องเล่า หมอนวด ในที่นี้ ผมไม่ได้เล่าถึง หมอนวด ตามสถานที่หรู ๆ หรือพวกสปา แพง ๆ ต่างๆ นะครับ แต่จะเล่าถึง หมอนวด ตามสถานที่ระดับกลาง ๆ ที่มี คอฟฟี่ช็อป  คาราโอเกะ รวมอยู่ในนั้นด้วยครับ ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบนวด อาทิตย์นึงต้องไป 1 วัน และสถานที่ไปก็ชอบไปตามสถานที่ที่กล่าวมา เวลานวดก็จะได้คุยกับหมอนวด บางเรื่องก็แปลก ๆ สนุกดี บางทีเค้าก็จะเล่าถึงคนที่ไปเที่ยวว่าแต่ละคนมีรูปแบบกันอย่างไร  หมอนวดบางคน ก็เล่าถึงชีวิตของตัวเอง ว่าเจออะไรมาบ้าง มันเลยทำให้เราพอรู้เกี่ยวกับคนในวงการนี้บ้าง  แต่ก่อนอื่น สถานที่นวดเหล่านี้ จากที่ผมได้สัมผัส มา ผมขอแยกประเภทหมอนวด ออกเป็นดังนี้

     1.  หมอนวดแบบนั่งดริ๊งแล้วก็ร้องคาราโอเกะ   หมอประเภทนี้จะหน้าตาค่อนข้างดีหน่อย เอาใจเก่ง แขกจะติด มักเรียกไปนั่งกินเหล้าเป็นเพื่อน คนไหนที่ไม่กินเหล้า หรือกินไม่เป็น ก็จะไม่ถูกเรียก หมอนวดประเภทนี้ มีหน้าที่กินเหล้าให้เป็น เอาใจให้เก่ง ค่อนข้างสบาย เพราะแค่นั่งกินเหล้า แค่นี้ ทริปก็ได้หลายแล้ว ช่วงรุ่ง ๆ เห็นบอกว่า แค่เดินไปส่ง ก็ได้ทริป 500 บาทแล้ว เงินทองหาง่ายมาก

     2.  หมอนวดประเภทนวด  หมอประเภทนี้ หน้าตาจะระดับกลางไปถึงขี้เหร่ แต่จะมีทักษะในการนวดดี แต่น่าเสียดายตรงที่ได้ทริปน้อย บางทีนวดแทบตาย ได้ทริป 100 บาท ทริปจะอยู่ในเรท 100-300 ตามแต่แขกจะให้ หมอประเภทนี้จะเหนื่อยหน่อย เพราะต้องออกแรงนวดเยอะ

     จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า หมอนวดในวงการนี้ รายได้ค่อนข้างดีพอสมควร แบบขี้เหร่ ๆ ก็อย่างน้อยเดือนนึงก็ได้ สองสามหมื่นบาทแล้ว  เคยมีคำพูดนึงในวงหมอพวกนี้ว่า อาชีพนี้เหมือนคำสาป คือ ใครออกไปแล้วส่วนใหญ่ก็ต้องกลับมาใหม่ หมอส่วนน้อยที่ออกจากวงการแล้วไปรอด  แต่ผมว่า ไม่ใช่คำสาปอะไรหรอกมั้ง แต่มันอยู่ที่รายได้มากกว่า ถ้าออกจากวงการนี้ไป รายได้มันไม่ได้ขนาดนี้น่ะสิ นี่คือปัญหา แล้วหมอส่วนใหญ่ก็จะรับไม่ได้ เพราะว่า เคยได้รายได้เยอะมาจากตรงนี้ ซะมากกว่า

     ผมได้รู้จักกับหมอนวดคนนึง สนิทถึงขั้นพูด กู , มึง , เอ็ง , ข้า , แก หรือว่าบางทีก็ด่าตักเตือนมันได้เลย  รู้จักมันตั้งแต่ อายุยี่สิบปลาย ๆ จนเดี๋ยวนี้ สามสิบกว่าได้ละ  ขอใช้นามสมมติว่า เอ ละกัน  วันแรกที่ได้ขึ้นกับ เอ  จำได้ว่า มันคุยเก่งมาก สนุก เฮฮา เอาใจเก่ง แค่วันแรกก็สนิทกับมันละ  ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบเปลี่ยนหมอนวดบ่อย ๆ ถ้าขึ้นแล้ว โอเค ก็ขึ้นไปจนกว่ามันจะออกไป ก็ขึ้นกับ เอ นี่นานพอสมควร เลยสนิท มันก็จะมีเรื่องเล่ามาให้ฟังตลอดเกี่ยวกับ แขก บ้าง เรื่องส่วนตัวของมันบ้าง ตอนนั้นมันมี เฮีย คนนึงเลี้ยงมันอยู่  มันก็จะมาเล่าให้ฟังเรื่อย  จนวันนึง มันก็ลาออกไป แล้วก็หายไป พักนึง   อยู่ ๆ วันนึงมันก็โทรมาร้องห่มร้องไห้ ให้ฟัง บอกว่าอยากตาย  ผมก็เลยบอกว่า เออ มึงใจเย็นก่อน มีไรเล่าให้ฟังก่อน อย่าเพิ่งตายนะมึง  เพราะมึงโทรหากูเป็นเบอร์สุดท้ายด้วย ไอ้ห่า ถ้ามึงตาย กูซวยแน่ ตำรวจเค้าสาวมาถึงกู  ออกมากินข้าวแล้วมาเล่าให้ฟังหน่อยซิว่าเกิดอะไรขึ้น  ก็เลยนัดกันมากินข้าว มันก็เล่าให้ฟังว่า ที่มันหายไป เพราะมันไปใช้ชีวิตเป็นเมียน้อย อยู่กับ เฮีย ของมัน แต่ตอนนี้เค้าทิ้งมันแล้ว มันกลุ้มใจมาก ไม่รู้จะทำงัยดี มันอยากตาย  ก็เลยด่ามันไปว่า มึงมีมือมีตีน มึงก็ทำมาหากินซิ ทำไมต้องมานั่งร้องไห้อยากตาย มึงโดดเข้ามาในวงเวียนเมียน้อย นี่ มึงก็ต้องทำใจไว้อยุ่แล้ว ว่าวันนึงต้องเป็นแบบนี้ หลังจากวันนั้น มันก็เลยกลับมาทำงานเป็นหมอนวด เหมือนเดิมต่อ แล้วช่วงชีวิตมันคงสบายขึ้น มันก็เลยขาดการติดต่อไปอีกระยะนึง  จนมาวันนึง มันโทรมาปรึกษาเรื่องการซื้อของไหว้เชงเม้ง  แล้วก็บอกว่าตอนนี้มันมีแฟนแล้วนะเป็นคนจีน เนี่ยแม่แฟนมันให้มันเป็นคนจัดการเรื่องของไหว้ มันเลยโทรมาถามว่าต้องใช้อะไรบ้าง แล้วมันก็มีโครงการจะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ด้วยนะ  ไอ้ผม ก็เออ กูดีใจกับมึงด้วยนะ มีแฟนแล้วก็จะมีผัวเป็นตัวเป็นตนซักที แต่งเมื่อไรบอกด้วย กูจะไปงานมึง  หลังจากนั้น มันก็หายไปอีกพักนึง  แล้วมันก็โทรมาอีกว่า แก ชั้นเลิกกับมันละ แม่งหลอกเงินกูไปเกือบหมดบัญชี ชีวิตแม่งไม่ทำห่าไรเอาแต่ขับมอไซบิ๊กไบด์ ไม่เคยมองหาอนาคตอะไรเลย แถมแม่งยังพาแฟนใหม่มาควงต่อหน้าอีก กูเลยตัดสินใจเลิก และนี่ก็เป็นครั้งที่สองที่มันโดนอีกละ  แล้วมันก็กลับมาทำงานที่เดิมอีก แล้วก็รู้สึกว่า จะมีป๋าแก่ ๆ คนนึงมาดูแลอุปถัม อยู่ มันก็เงียบหายไปจากชีวิตผมอีก แล้ววันนึงมันก็โทรมาหา แล้วบอกว่าตอนนี้มีหนุ่มกลางคนคนนึง มาติดมัน ทุ่มน่าดู ซื้อนู้นให้ ซื้อนี่ให้ เริ่มจากกระเป๋า หลุยส์วิตอง พาไปที่ช็อปเลือกเลยอยากได้ใบไหน  เวลามาหาก็ทุ่มเงินให้พอสมควร ผมกับมันตั้งฉายาให้คนนี้ว่า เจ้าบุญทุ่ม 
ผมก็เตือนมันว่า เฮ้ย มึงระวัง ๆ ไว้หน่อยนะ คนเรามันใช้เงินเป็นกระดาษขนาดนี้ นี่ ผิดปกตินะ แม่งขายยาบ้าป่าววะ  มันก็บอกว่า มันก็ไม่ได้สนไรเค้ามาก แถมรำคาญซะด้วยซ้ำ แล้วมันก็เงียบหายไป  ผ่านไปนานพอสมควร มันก็โทรมาบอกว่า แก ชั้นไปเซ้งตึกมา ว่าจะเปิดร้านทำผม ที่ชั้นสอง แล้วขายขนมทับทิมกรอบ ที่ชั้นล่าง  ผมก็เหรอ เออ ๆ ดีใจด้วยนะ ช่วงนั้นชีวิตมันรุ่งมาก ป๋าออกทุนเซ้งตึกให้  อยู่คอนโดหรูริมแม่น้ำ มันบอกว่าเดี๋ยวร้านเสร็จ ให้เราแวะไปอุดหนุนมันด้วยนะ  แล้วมันก็หายไป   ผ่านไปอีกหลายเดือน ผมก็นึกถึงมัน ป่านนี้ร้านแม่งยังไม่เสร็จอีกเหรอวะ เลยโทรไปคุย ปรากฏว่า ปิดโครงการไปละ อยู่ ๆ ไม่รู้เกิดไรขึ้น ป๋า งดจ่ายขึ้นมาซะงั้น มันก็เลยอด แล้วก็บ่นว่า จะกลับมาทำงานเหมือนเดิมดีมั้ย ผมก็เลยบอกว่า มึงหลุดจากวงการไปแล้ว อย่ากลับมาเลย อีกอย่างนึง มึงแก่เกินไปแล้วด้วย อย่ามาเลย แล้วมันก็เงียบหายไปต่ออีก  ไม่นานนี้หลังปีใหม่ มันโทรมาอีกละ แก ชั้นจะทำงัยดี ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว คิดจะฆ่าตัวตาย อีกละ  ผมก็ เอาอีกละ มึงจะฆ่าตัวตาย มึงอย่าโทรหากูได้มั้ย  เวรจริง ๆ ก็เลยคุยกันว่าเกิดไรขึ้นกับชีวิตมันอีก  ก็ได้เรื่องมาว่่า มันคบกับเจ้าบุญทุ่ม มาหลายปีแล้ว เค้าให้เงินมันใช้เดือนละห้าหมื่นบาท (มิน่า มันเงิียบหายไป) และก่อนปีใหม่ เค้าให้เงินมันมาก้อนนึงสามแสนบาท เพื่อให้ไปปล่อยกู้หารายได้เพิ่ม แต่ตัวมันดันเอาเงินไปโปะค่าคอนโดหมด เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องอะไร  แล้วเรื่องมันก็เกิดตรงที่ว่า ไอ้บุญทุ่ม เมียมันจับได้ว่ามันมีกิ๊ก เมียเลยมาควบคุมเงินทั้งหมดทำให้ใช้จ่ายอะไรไม่ได้อีกละ ทีนี้ก็ซวยสิครับ เพราะเค้าก็มาบอกเลิกกับมันต่อ   มันเลยเคว้งเลยทีนี้ เงินก็ใช้หมดไปละ งานก็ไม่มีทำ ไม่มีรายได้ เคยได้เงินใช้เดือนละห้าหมื่น  ทีนี้จะทำงัยละชีวิต มันก็ร้องห่มร้องไห้สิทีนี้ พร่ำพรรรณาว่ารักเค้าอย่างนู้นอย่างนี้  ผมเลยด่ามันไปว่า เป็นงัยละ ยามมีไม่เก็บ ทำตัวเป็นคุณนาย โดยไม่ได้คิดเลยว่าจุดที่มึงยืนอยู่ มันไม่มั่นคง เตือนก็ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ประสบการณ์ก็เคยมี ยังไม่รู้จักคิดอีก แล้วไอ้บุญทุ่มนี่ กูก็เตือนมึงแล้วว่าให้ระวัง  เพราะส่วนตัวแล้ว ผมก็ไม่เชื่อหรอกว่า เมียมันจับได้ มันมีคนใหม่มากกว่า  อีกอย่าง มึงโชคดีแล้ว ที่โดนแค่นี้ เพราะไม่รู้แหล่งที่มาของเงินมันด้วยซ้ำว่าได้มาอย่างไร ทำไมมันใช้ง่ายแบบนี้ ใช้เหมือนกระดาษ เศรษฐี เค้าไม่ใช้เงินแบบนี้หรอก  ก็เลยแนะนำว่า ให้มันกลับไปอยู่บ้านที่ ตจว เหอะ จริง ๆ แล้วที่บ้านมันก็มีฐานะโอเค นะ มีกิจการ มีอะไร  ส่วนคอนโดถ้าผ่อนต่อไม่ไหวก็ขายทิ้งไปซะ  จะได้ไม่เป็นภาระ   ก็บอกมันทำได้แค่นี้ละ  จากวันนั้น มันก็เงียบหายไปอีกแล้ว และไม่รู้ว่า ชีวิตมันเป็นอย่างไรต่อไป  มันจะมีอะไรมาเล่าให้ฟังอีกมั้ย  แค่ชีวิตมันคนเดียว ผมก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายพอละ 

     ที่เล่ามาทั้งหมด ก็แค่อยากเล่าให้ฟัง ว่าคนในวงการนี้เค้าก็มีเรื่องในมุมของเค้า  เงินหามาได้ง่ายแต่เค้าก็ใช้กันง่าย จนบางทีลืมเก็บไว้สำหรับอนาคต บางคนก็โดนผู้ชายหลอกเอาเงินไปหมด บางคนก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยไม่ได้คิดถึงอนาคต คิดแต่ว่าเดี๋ยวก็มีคนให้ ไม่พอก็ขอ แต่ลืมไปว่า คนเรามันต้องพึ่งลำแข้งตัวเองน่ะดีที่สุด และยิ่งอยู่ในวงการนี้ด้วยแล้ว หาคนที่มันรักและเลี้ยงดูเราจริง ๆ น่ะไม่มีหรอก  พอเค้าเบื่อเค้าก็ทิ้งเราไปหาคนใหม่ในที่สุด ดังนั้นช่วงโกย ก็ต้องโกยแล้วเก็บ มิเช่นนั้น อนาคตคุณก็จะไม่มีเหมือนกัน


                                                                                       Thee  Superthee


วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เหตุผลในการใช้เครื่องมือทางเทคนิค และ การใช้เครื่องมือทั้ง 5 ในการวิเคราะห์หุ้น

เหตุผลในการใช้เครื่องมือทางเทคนิค


1. เพื่อหาจุดซื้อขาย
2. เพื่อหาแนวรับ แนวต้าน
3. หาสัญญาณการกลับตัว
4. เพื่อดูแนวโน้ม Trend

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราห์หุ้น

1.  MACD  ดูการตัดกันของเส้น signal ถ้าตัดขึ้นแสดงว่าแนวโน้มขึ้น

2. Histogram ใน MACD เพื่อช่วยในการดูเพิ่ม

3. Moving Average ใช้เส้น EMA โดยให้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงสั้น และยาว

     ช่วงสั้น ให้ใช้  3 , 5, 7, 9, 12, 15
     ช่วงยาว ใช้  30, 35, 40, 45, 50, 60

4. Volume
 
     ถ้าราคามีการปรับตัวทำ new high แล้ว vol สูงขึ้นก็แสดงว่าแนวโน้มอาจขึ้น
     ถ้าราคามีการปรับตัวทำ new low  แล้ว vol ลาดชันสูงตาม แสดงว่าขาลงกำลังมา
     การนำ vol มาใช้ดูว่าแนวโน้มขึนหรือไม่ให้ดูจากที่ new high แล้วมี vol ตามมามั้ยทำแนวลาดชันขึ้นรึป่าว ถ้าลาดชันขึ้นก็แสดงว่าแนวโน้มเป็นขาขึ้น ถ้า vol ไม่ตาม อาจจะไม่ใช่เทรนด์ขาขึ้นก็ได้

5. ใช้ high เดิม low เดิม

    ให้ใช้ high เดิมเป็นแนวต้าน และ low เดิมเป็นแนวรับ กรณีถ้า high เดิม มันทะลุขึ้นไปต่อ ก็แสดงว่าแนวโน้มขาขึ้น แล้ว high เดิมจะกลายเป็นแนวรับแทน  แต่ในกรณี ถ้าทะลุ high เดิม ซึ่งเป็นแนวต้านไม่ได้ ให้สังเกตว่ามีคนเทขาย ณ จุดนี้เยอะมั้ย เพราะประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย  คนมักจะมาเทขาย ณ จุดนี้กันเยอะ แต่ถ้ามีคนดันให้ขึ้นไปต่อ ทะลุด้าน ก็เป็นสัญญาณที่ดี อาจเป็นแนวโน้มขาขึ้นได้



วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนสุดท้าย

76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายไ้ด้ที่งดงาม ตอนสุดท้าย

6.  ถ้าเป้าหมายชัดเจน  เงินจะตามมาเอง

       6.1  ให้คำชม ได้กำไรมากกว่า ตะคอก

              คนเป็นลูกน้อง ไม่มีใครอยากถูกเจ้านายดุ่า และจึงจะมีไฟทำงานได้ดี  ตรงกันข้าม หากเจ้านายชื่นชม จะทำให้ได้ผลงานที่ดีกว่าด้วยซ้ำ
              ถ้าต้องการสร้างกำไรก็ต้องรักพนักงาน แล้วความรักจะทำให้มองเห็นจุดแข็งของลูกน้อง ซึ่งจะช่วยดึงความสามารถพวกเขาได้ถึง 120 % ทีเดียว  ผู้บริหารควรจะคิดหาวิธีนั้นให้ได้ มากกว่าที่จะคอยดุ คอยว่า ใส่พนักงาน

       6.2  ลูกน้องที่ว่าแล้วไ่ม่จำ ก่อนสละทิ้งไป ลองหาวิธีแก้ไขดูก่อน

              ลูกน้องบางคนเป็นคนประเภท ที่ว่าไม่รู้กี่ครั้งก็แก้นิสัยไม่ได้หรือไม่หายสักที  เราอาจจะลองหาวิธีแก้ไขให้มันลงตัวดู อาจจะจัดหาหน้าที่ให้เหมาะสมกับเค้าดูก่อนที่จะสละทิ้งไป

       6.3  ถ้าทำแต่งานตามคำสั่ง ธุรกิจจะขาดพลัง

              ผู้บริหารควรจะกระจายอำนาจการตัดสินใจในบางเรื่อง ให้แก่พนักงานที่เขามีความสามารถตัดสินใจเองได้  โดยไม่ต้องผ่านผู้บริหารอีกที จะเป็นการช่วยลดขั้นตอนทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น และถ้าเมื่อเกิดข้อผิดพลาดก็แนะนำข้อแก้ไขให้ปรับปรุง ไม่ใช่ด่า หรือถ้าทำได้ดี ก็ต้องรู้จักชมพนักงานบ้าง เพื่อให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงาน และเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ  ที่ไม่ซ้ำแบบเดิม ๆ  และก็จะทำให้บริษัทมีไอเดียใหม่ ๆ และเจริญก้าวหน้าได้เร็วขึ้น  แต่การกระจายอำนาจนั้นก็ต้องดูความเหมาะสมและมั่นใจว่า พนักงานผู้นั้นสามารถทำได้ด้วย

       6.4  ผู้นำที่ไม่ชี้เป้าหมาย จะทำให้บริษัท ระส่ำระสาย

              การที่ผู้นำไม่ชี้เป้าหมายให้ชัดเจน ให้เดินไปในแนวทางใด ก็เปรียบเหมือนให้นักฟุตบอลวิ่งทั่วสนามที่ไม่มีประตู วิ่งสักพักก็เหนื่อยหอบเท่านั้นเอง  คนเป็นผู้บริหารต้องกำหนดเป้าหมายและวางกลยุทธในการที่จะไปสู่จุดหมายให้ชัดเจน แล้วสั่งการให้พนักงานดำเนินการตามแผนและกลยุทธเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

       6.5  พอใช้งานเสร็จ แค่คำขอบใจ ไม่พอแน่นอน

              ถ้าต้องการใช้คน ก็ต้องใช้ทั้งวาจาและรางวัล พร้อมกับแสดงความรักในตัวเขาด้วย แล้วเขาจะทำงานให้เราได้อย่างเต็มที่ และเต็มใจทำ

       6.6  ถ้าขาดแรงจูงใจ  ความสามารถที่แท้จริงย่อมไม่ปรากฏ

              ถ้าเจ้าตัวไม่มีใจ ถึงท้าทายแค่ไหนเขาก็ไม่เอากับเราด้วย  การรอจนเกิดความกระตือรือร้นเหมือนรอให้น้ำเดือด ก็เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของโค้ชเหมือนกัน แต่ระหว่างรอเราก็ควรพยายามทำให้เขาเกิดแรงจูงใจ หรือมีไฟพร้อมทำงานนั้นให้ได้ และ้เราจะได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพ

       6.7  ผู้บริหารต้องดู " ความกระตือรือร้นของแท้ " ให้ออก

              ในทางธุรกิจแล้ว ลมปาก ไม่ได้ชี้ชัดถึงความกระตือรือร้น  การประเมินจะต้องมองที่กรอบแนวคิดของกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการตามด้วยความสามารถในการทำแผนให้เป็นรูปธรรมได้จริง

       6.8  ยิ่งเป็นนาย ยิ่งต้องสุภาพ แม้แต่คำเรียกลูกน้อง

              ในโลกธุรกิจ  บางคนมีโอกาสเจริญก้าวหน้าได้เร็ว เลยนึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แต่กลับใช้สรรพนามเรียกลูกน้องรอบตัวว่า " เฮ้ยย... พวกแกน่ะ " คนแบบนี้ถือเป็นคนใช้ไม่ได้เลย และคงไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย และก็คงไม่มีลูกน้องคนไหนที่จะทุ่มเทการทำงานให้กับเจ้านายแบบนี้

       6.9  5 ลูกแก้ว แห่งการบริหารตรวจสอบปัญหาในบริษัท

              บริษัทที่ขาดทุนซ้ำซาก ร้อยทั้งร้อยมีสาเหตุจากตัวบริษัทมีระบบขาดทุนอยู่ ด้วยสาเหตุ 5 ประการดังนี้
              1.  ประมาณการผิด  ทำให้วางกลยุทธผิดพลาด
              2.  ขาดความสามารถในการควบคุมผลกำไร
              3.  ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่
              4.  สินค้าหมดความสามารถในการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว
              5.  เจ้าของกิจการเอาแต่เที่ยว  ลูกน้องเองก็พึ่งไม่ได้

7.  คนที่ให้ความสำคัญกับการใช้เงิน มักมีฝีมือในการบริหารและประสบความสำเร็จ

       7.1  ไม่ว่าสถานการณ์ใดผู้บริหารต้องทำงานหนักกว่าพนักงาน

              ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้นำในการทำงาน ไม่อย่างนั้นคนอื่นเขาไม่มาทำด้วยหรอก คนเป็นเจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นหลายร้อยคน ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ  อุปสรรคและความลำบากเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้นจริง ๆ ถ้า ด้อยภาวะผู้นำ เข้าแล้ว บริษัทอาจจะอยู่ไม่รอด

       7.2  สั่งลูกน้องให้สร้างผลงานดี ๆ ต้องใช้อำนาจและบารมี

              อำนาจทำให้คนลงมือทำงานได้ แต่ถ้าจะให้ได้ 100 % ต้องอาศัยบารมีด้วย คำว่า บารมี คือ พลังอำนาจในการบังคับให้คนทำด้วยความสมัครใจ  ไม่ต้องใช้การบีบบังคับแม้สักนิด

       7.3  อุดมคติการบริหาร สร้างบริษัทให้แข็งแกร่ง

              ในช่วงที่มีเหตุการณ์วิกฤต  พนักงานทุกคนต้องรวมใจกันเป็นหนึ่ง ร่วมกันยึดถืออุดมคติการบริหาร สู้สุดใจเพื่อกลับมาโชว์ท็อปฟอร์มกันอีกครั้ง  และผู้ที่จะนำทางให้ทุกคนเดินตามอุดมคติการบริหารนั้นก็คือ   ตัวเจ้าของกิจการและหัวหน้าแต่ละหน่วยงานนั่นเอง

       7.4  ถ้าจะปรับโครงสร้างการทำงานให้เริ่มที่คนหนุ่มก่อน

              การจะปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ควรเริ่มจากคนหนุ่ม คนรุ่นใหม่ อย่าเริ่มจากคนรุ่นเก่า เพราะเขาจะไม่เข้าใจ  แต่ถ้าเราเริ่มจากคนรุ่นใหม่ก่อน  เมื่อเกิดการขยับทำอะไรแล้ว  เมื่อคนรุ่นเก่าเห็น ก็จะขยับตาม เพราะเขาจะคิดว่า ในเมื่อคนหนุ่มทำได้เขาก็ต้องทำได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เพื่อเป็นการแสดงให้ผู้บริหารเห็นด้วยว่าเขายังมีความสามารถทำงานได้อยู่  เพราะถ้าเขาไม่ทำแบบนั้น เขาจะโดนพิจารณาเป็นรายต้น ๆ  ในเวลาที่บริษัทต้องการปลดคนออก

       7.5  คุณสมบัติ 8 ประการ ที่คอยค้ำจุนการบริหาร

              ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งใดในบริษัท  นี่จะเป็นการตรวจสอบว่า เวลาบริษัทพบวิกฤติ กิจการจะสามารถฟื้นได้หรือไม่
                    1.  เจ้าของกิจการเติบโตมาจากฝ่ายปฏิบัติการสายการตลาดหรือ งานขาย
                    2.  ในที่ประชุม  เจ้าของกิจการเป็นคนวางแผนการขายมากกว่าพนักงานคนอื่น
                    3.  งานบางอย่าง แม้จะสร้างผลกำไร แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ผู้บริหารก็ไม่ควรอนุมัิติ
                    4.  ผู้บริหารใช้วิธีการที่หลากหลายในการบริหารคน
                    5.  แทบไม่เคยได้ยินพนักงานนินทาเจ้านายเลย
                    6.  สิ่งที่เจ้าของกิจการพูด  ลูกน้องคาดเดาได้ทันที
                    7.  ผู้บริหารระดับสูง พูดคุยถึงความใฝ่ฝันของบริษัทเป็นประจำ
                    8.  สิ่งที่เจ้าของกิจการพูดมีความเสมอต้นเสมอปลาย
             เมื่อตรวจดู 8 ข้อนี้แล้ว  ถ้ารู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดี  ก็ควรรีบแก้ไข

     7.6  ผู้บริหารที่มาจากงานขาย  มีเรื่องให้เรียนรู้มากมาย

            ความสามารถที่แท้จริงที่สุดของผู้บริหาร คือ ความสามารถในการสร้างยอดขาย ทั้งนี้เพราะไ่ม่ว่าธุรกิจใดก็ต้องมีลูกค้าทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นที่มาของรายได้และผลกำไรของบริษัท  ความสามารถในการเชื่อมลูกค้ากับรายได้ ทักษะในการขาย และการตลาดซึ่งจะรักษาผลประกอบการได้นี่เอง  เป็นความสามารถของ " เถ้าแก่ "  อย่างแท้จริง

     7.7  กระเป๋าเงินสะท้อนความสามารถในการบริหาร

            กระเป๋าเงินส่วนตัวเป็นเหมือนกระจกเงาที่บอกความสามารถในการบริหารของแต่ละคน  เทคนิคการบริหารเงินในกระเป๋าเป็นทักษะแรกสุดที่ผู้บริหารต้องเรียนรู้

     7.8  เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า " กลยุทธ์ " หรือไม่

            ความหมายที่แท้จริงของคำว่า กลยุทธ์ คือ การวางแผนเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในการแข่งขันให้มากที่สุด  แม้มีกองทัพ (สินค้า) ที่เข้มแข็งขนาดไหน  ถ้าสร้าง " ความได้เปรียบ " ไม่ได้  ถึงมีจุดเด่นมากมายก็ไม่เป็นประโยชน์  กลายเป็นบริษัทไร้กลยุทธ ทำงานแบบตามมีตามเกิดเท่านั้นเอง

     7.9  (10) ข้อชี้ชัด บริหารบริษัท เจ๊งหรือไม่

                  1.  พนักงานเก่ง ๆ อยู่ดี ๆ ลาออกไป
                  2.  เจ้าของกิจการมีตำแหน่งงานอื่น ๆ นอกเหนืองานประจำมากมาย
                  3.  เจ้าของกิจการมีรถหรู ๆ หลายคัน
                  4.  ทายาทรุ่น 2 ซึ่งไม่มีประสบการณ์ธุรกิจมาเป็นเป็นเจ้าของกิจการเอง
                  5.  การจ่ายเงินเปลี่ยนจากเงินสดมาเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน
                  6.  เปลี่ยนจากตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นไปเป็นระยะยาว
                  7.  อยู่ดี ๆ จำนวนคู่ค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ลดลงอย่างรวดเร็วก็เป็นปัญหา)
                  8.  ผู้บริหารแทบไม่เคยอยู่บริษัท
                  9.  มีคนแปลกหน้าเข้าออกบริษัทมากมาย
                10.  ในที่ลับตาคนดูแล้วสกปรก เช่น ห้องน้ำ  ถังขยะ
       
             บริษัททีมีลักษณะข้างต้น  ไม่นานก็จะล้ม หรือปิดกิจการไป

     7.10  สงครามราคา  ถ้าต้นทุนไม่ต่ำจริง  ก็เหมือนฆ่าตัวเอง

              การแข่งแบบนี้ไม่สมเหตุสมผล  หากคู่แข่งเริ่มสงครามราคา  แล้วคุณกลัวเสียส่วนแบ่งตลาด จึงต้องเข้าร่วมโดยไ่ม่ได้วางแผนมา่ก่อน  พอลดราคาไปครั้งนึง จะขึ้นราคาให้เหมือนเดิมก็แสนยากละ เท่ากับเป็นการบีบคอตัวเอง
                   ปัจจัยการกำหนดราคา มี 3 ประการ
                        1.  ราคาที่ไม่แพ้คู่แข่ง
                        2.  ราคาที่ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า
                        3.  ราคาที่ได้กำไรเกินต้นทุนเสมอ
              เมื่อคู่แข่งเริ่มลดราคา เราต้องลดต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนและต้องต่ำกว่าคู่แข่งด้วย ไม่เช่นนั้นอย่าเข้าร่วมสงครามราคาเลยดีกว่า

     7.11  6 คุณสมบัติสู่ความเป็นบริษัทดวงดี

              ธุรกิจของคุณมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้หรือไม่
                   1.  มีธุรกิจใหม่อย่างน้อยทุก 2-3 ปี
                   2.  มีข้อเสนอทำธุรกิจใหม่ในที่ประชุมมากมาย
                   3.  มีความรู้สึกไวต่อการพัฒนาสินค้าใหม่ของคุ่แข่ง สามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้สินค้า                         ได้รับความนิยม ได้หรือไม่
                   4.  เจ้าของกิจการคบหาคนกว้างขวาง มีเส้นสายกับคนที่อยู่ในกระแส
                   5.  มีความยืดหยุ่นพอที่จะทุ่มเททรัพยากรไปกับสินค้าที่กำลังขายดี และบริการที่กำลังรุ่ง
                   6.  ให้รางวัลกับผู้ที่สร้างผลงานโดดเด่น

               6 คุณสมบัตินี้สรุปได้ 2 ข้อ คือ บริษัทที่ดวงดี จะกระตือรือร้นในการทำงานและเล่นเกมผู้ชนะ เป็น  ส่วนบริษัทที่กระตือรือร้นต่อสินค้าหรือธุรกิจใหม่ หมายถึง มีวัฒนธรรมองค์การที่ท้าทายต่อสิ่งใหม่ ๆ ได้

        7.12  ถ้าจะหาคนมาตำหนิต้องเลือกให้ดี

                  ผู้บริหารต้องรู้จักลูกน้องเป็นอย่างดี  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร รับคำตำหนิได้มากน้อยแค่ไหน เพราะบางคน เมื่อถูกตำหนิมาก ๆ อาจถึงขั้นหมดแรงบันดาลใจ หรือ หมดกำลังใจในการทำงาน แต่บางคนอาจรับได้และนำไปปรับปรุงแก้ไข   ดังนั้นก่อนจะตำหนิอะไร ควรรู้ว่าจะตำหนิแบบใดกับคนแต่ละประเภท

     7.13  จัดระเบียบ " กระเป๋าเงินเถ้าแก่ " เห็นคุณค่าเงินก็เห็นกำไร

               เข้มงวดกับเรื่องเงินมาก ๆ   ใช้เงินให้เกิดประโยชน์ที่สุด และ สร้างความสุขกับชีวิตให้มาก ๆ


      หวังว่าได้อ่านครบทั้ง 76 วิธีนี้แล้ว ผู้อ่านคงนำไปปรับประยุกต์ใช้กับบริษัทของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดกันนะครับ






เครดิต : หนังสือ  76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม
              HASEGAWA  KAZUHIRO 





76 วิธีใช้เงินและคน ให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนที่ 2

76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนที่ 2

3.  เอาแต่ประหยัด หรือ ลดพนักงาน ใช่จะสร้าง " กำไร " ได้


     3.1  ลดพนักงานไม่ช่วยให้ลดการขาดทุน

            แม้ดูผิวเผินการลดคนจะลดการขาดทุนได้ แต่กำไรก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรอก ในทางตรงข้ามกลับทำให้ภายในบริษัทวุ่นวาย และแสี่ยงต่อการเกิดความวุ่นวายในสายการผลิตอีกด้วย ในทางกลับกัน หากทำให้พนักงานที่เหน็ดเหนื่อยกับภาวะขาดทุนให้มีความหวังขึ้นมาได้ ใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้กลับมาฮึดสู้ จะได้ผลมากกว่า  ถ้าผู้บริหารเห็นพนักงานเป็น ต้นทุน แล้วละก็ จะไม่มีทางหลุดพ้นจากบ่วงของการขาดทุนได้เลย ต้องมองพนักงานเป็นทรัพย์ เป็นพลังที่จะสร้างสรรค์คุณค่าแก่บริษัท และสร้างระบบที่จะใช้พลังนั้นให้ได้เต็มที่

     3.2  ถ้าใส่ใจแต่พนักงานที่สร้างผลงาน องค์กรพังแน่นอน

            ในเกมเบสบอล บางครั้งคนที่ตีโฮมรันสร้างผลงานโดดเด่นได้ แต่ถ้าทุกคนอยากสร้างผลงานโดยคิดเพียงว่า " อยากตีได้สักทีนึงเหมือนกัน " ก็ย่อมสร้างเกมรุกอย่างมีประสิทธิผลไม่ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตีลูกไม่ไกล แต่เล่นลูกสั้นเก่ง ก็อาจเสียกำลังใจ พลอยคิดว่าบริษัทแบบนี้ไม่อยากทำงานด้วยแล้ว   เพื่อให้บริษัททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้้บริหารต้องใส่ใจพนักงาน  ซึ่งพนักงาน 70-80%
 ทำงานโดยไม่มีใครเหลียวแล จึงไม่ค่อยมีใครเห็นผลงาน ถ้าโครงสร้างพนักงานส่วนใหญ่นี้เสียไป โครงสร้างบริษัทก็จะเสียด้วยเช่นกัน ทีมเวิร์คเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนมีตำแหน่งของตัวเอง แค่รักษาตำแหน่งให้ดี และทำให้ดีที่สุด บริษัทนั้นก็จะประสบความสำเร็จได้

     3.3  ไม่จำเป็นต้องใช้ศาสตร์ชั้นสูงบริหาร แค่ " รู้เท่าทัน " สถานการณ์ก็พอ

            สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริหาร คือ ความสามารถในการรู้เท่าทันสถานการณ์ รู้คิดรู้อ่าน ถ้าผลประการต่ำก็ต้องตัดสินใจว่า ควรปรับเปลี่ยนนโยบายองค์กรอย่างพลิกฝ่ามือหรือไม่  หรือถ้าแนวทางไม่ผิดก็ควรจะรักษาทิศทางนี้ต่อไป แล้วแนวทางไหนดีกว่ากัน แค่บอกขาดทุนหรือกำไร ไม่พอ แต่จะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์งบการเงินเพื่อให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัญหาคืออะไร ต้องแก้ไขเรื่องนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องตีสถานการณ์ให้แตก

     3.4  รถยนต์สุดหรูกับพนักงานผู้หิวโหย

            คนที่เป็นเถ้าแก่หรือผู้บริหาร ต้องดูแลลูกน้องให้ดี เหมือนเป็นแม่ทัพ ก็ต้องคอยดูแลพลทหาร เพราะเป็นกำลังหลักในการสู้รบ ถ้าปล่อยให้หิวโซ จะเอาแรงที่ไหนไปสู้รบกับข้าศึก เช่นเดียวกัน พนักงานทำงานแทบตาย ผลงานดีเ่ด่นทำให้บริษัทมีกำไรมากมาย แต่ผู้บริหารไม่เคยขึ้นเงินเดือนหรือให้โบนัสอะไรเลย แต่กลับเอากำไรไปซื้อรถหรู ๆ คันใหม่ หรือบำเรอความสุขให้กับตัวเอง โดยที่ไม่ได้สนใจลูกน้อง  ลูกน้องก็จะหมดกำลังใจที่จะทำงาน สุดท้ายก็ลาออกและถึงเวลานั้น บริษัทก็จะแย่

     3.5  เถ้าแก่ที่ด้อยสติปัญญา จะถูกลูกน้องลองของเสมอ

            เถ้าแก่เองจำเป็นที่จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ในงานด้านที่ทำด้วย เพื่อที่จะได้ถกเถียงหรือหาข้อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับพนักงานได้ ด้วยเหตุผล ข้อมูลต่าง ๆ เพืือแสดงศํกยภาพของตัวผู้บริหารว่ามีความรู้จริง  พนักงานก็จะเกิดความเชื่อถือและเคารพในตัวผู้บริหาร แต่ถ้าผู้บริหารไม่มีความรู้อะไรเลยในงานด้านที่ำทำ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับลูกน้องได้  ลูกน้องก็อาจจะลองของกับผู้บริหารหรืออาจจะนำพาบริษัทไปในทางที่แย่ได้ เพราะลูกน้องจะไม่เคารพ และเชื่อถือในตัวผู้บริหาร

     3.6  ถ้าคิดแต่เรื่อง กำไร จะไม่มีกำไร จงเริ่มจากการให้

            คนที่คิดว่า " ต้องหากำไร " ต้องหาอะไรให้ลูกค้าซื้อให้ได้ มักจะไม่ได้กำไร กฏเหล็กของธุรกิจนั้น ต้องเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า " เราจะให้อะไรกับลูกค้าได้บ้าง " , " ลูกค้าต้องการอะไร อยากได้อะไร " ถ้าไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ลูกค้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะซื้อสินค้าเราไปทำไม  เพราะไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ

     3.7  จงสร้างบริษัทที่พนักงานทำงานด้วยความภาคภูมิใจ

            ควรสร้างสิ่งแวดล้อมในบริษัทให้ดี และทำให้พนักงานที่ทำงานในบริษัทเรา รู้สึก ภาคภูมิใจ ว่าทำงานที่บริษัทนี้ เช่น  ยูนิคโคล่  ทุกคนทำงานด้วยใจที่รักบริการ ยิ้มแย้มตลอดเวลา ใส่ใจและสนใจลูกค้าตลอดเวลา ทำให้ลูกค้้าประทับใจ และชอบที่จะมาซื้อของที่ร้านนี้  ส่วนตัวพนักงานก็มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนนึงของบริษัทที่มีชือเสียง

     3.8  บริษัทที่จะมีกำไร ต้องเก่งในการค้นพบและแก้ไขปัญหา

            ในบริษัทที่แข็งแกร่ง ผู้ที่พบปัญหาจะเป็นผู้ที่แก้ไขปัญหา เวลาพบเห็นปัญหาในบริษัท คนเหล่านั้นจะไม่วางเฉย หรือคิดว่าเป็นปัญหาของคนอื่น แต่จะเผชิญปัญหาแล้วแก้ไขสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญ คือ บริษัทหรือผู้บริหารต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อรับฟังปัญหาและความคิดเห็นของพนักงาน เพื่อจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข ให้กับบริษัท

     3.9  จงเป็นคนน่าเชื่อถือ สิ่งดี ๆ จะเข้ามาหาแน่นอน

            คนที่ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เฉพาะเงินเท่านั้นที่กู้ไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล  ความคิด หรือโอกาสทางธุรกิจ ก็ไม่มีใครอยากจะมอบให้ ความเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจ

     3.10  ผู้บริหารที่เดินไปมาในบริษัทจะคว้ากำไรได้

              การเดินไปเดินมาในบริษัท คอยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของพนักงาน คุยเล่นกับพนักงาน คอยรับฟังปัญหาของพนักงาน ข้อมูลที่ได้มานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของวันต่อไปได้  บางครั้งอาจได้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่สำคัญ และเราก็จะรู้จักนิสัยใจคอของพนักงานแต่ละคน ส่วนพนักงานก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความสนใจจากผู้บริหาร ก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน และก็จะกล้าบอกข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นจริงให้กับเราได้

4. อย่าเอาแต่คิด จงลงมือทำ ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เงิน

     4.1  การลงมือทำสร้างชัยชนะได้

            บางที ความฉลาด ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวหน้าในหน้าที่การงานเสมอไป เพราะคนหัวดี มักคิดเรื่องมากมายในสมอง แต่ไม่ค่อยลงมือทำ ตรงกันข้าม คนที่คิดว่าตัวเองหัวไม่ดี มักใช้การลงมือทำ มากกว่า จึงได้ลองเรียนรู้ถูก รู้ผิด ฝึกฝนจนกลายเป็นคนเก่งและชำนาญงานมากกว่า ผลคือ คนหัวไม่ดีกลับเอาชนะคนหัวดีได้
            คนที่มีความรู้และฉลาด วิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้ีดี เป็นเรื่่องที่ดี แต่ต้องรู้จักนำมาเชื่อมต่อกับการลงมือปฏิบัติด้วย จึงจะสร้างผลงานออกมาเป็นกำไรให้กับบริษัทได้

     4.2  สินค้าติดตลาดเพราะผู้บริหารเข้าใจความรู้สึกของลูกค้า

            อันนี้ก็แค่ถ้าเรารู้ความต้องการของลูกค้าว่าอยากได้อะไร แล้วเราผลิตสินค้ามาได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และความต้องการของตลาด ก็จะทำให้สินค้าติดตลาด เช่น ร้านกาแฟสด สมัยก่อนไม่มีถุงให้หิ้ว ต้องถือด้วยอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้มีถุงแบบมาสวมให้เป็นหูหิ้ว สะดวกแก่การถือ ไม่ต้องเย็นมืออีกต่อไป ร้านกาแฟ ก็สั่งซื้อมาใช้กัน ก็ทำให้สินค้าตัวนี้ติดตลาดไป
     4.3  หากไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด จะพลาดอีกเสมอ

            บางที่คำว่า สูตรสำเร็จ ก็อาจมีวันหมดอายุได้ คือไม่สามารถนำสูตรนี้มาใช้ได้อีก อาจจะล้าสมัยไปแล้ว หรือตลาดได้เปลี่ยนแปลงไป ความต้องการก็เปลี่ยนไป ดังนั้นสูตรเดิมอาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก  เพราะอาจทำให้บริษัทย่ำแย่ได้  เราจึงควรนำความผิดพลาดที่อาจจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ มาเป็นบทเรียน และคิดสูตรใหม่ ขึนมาแทน เราต้องตามให้ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป 

     4.4  สร้างกำลังใจให้พนักงาน เป็นการสร้างผลกำไร

            มีผู้จัดการจำนวนมากที่คอยขโมยผลงานของลูกน้อง แล้วนำไปเสนอเป็นของตัวเอง และก็ได้รับรางวัลหรือคำชมแทนลูกน้องที่เป็นคนทำผลงานนั้น  ดังนั้นผู้บริหารต้องคอยสอดส่องกำลังใจของพนักงาน อย่าให้เกิดประเด็นน้อยใจที่ตั้งใจทำงานแล้วถูกชุบมือเปิป

     4.5  ความสามารถในการตั้งเป้าหมาย เป็นทักษะของผู้บริหาร

            ผู้บริหารต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง ไม่ใช่ตั้งเป้าไว้สูง และคิดว่า สั่งลงไปแล้ว ลูกน้องต้องสามารถทำได้จริง 

     4.6  ถ้าต้องการลดค่าใช้จ่าย ต้องไม่เฉื่อยชา

            คนเป็นหัวหน้า ต้องสั่งงานในเวลาเช้าหรืออย่างน้อยก็ช่วงเช้า เพื่อพนักงานจะได้นำไปปฏิบัติได้เลยภายในวันนั้น แต่ถ้าไปสั่งตอนก่อนเลิกงาน ลูกน้องก็จะคิดว่าไว้ทำพรุ่งนี้แล้วกัน ทำให้เสียเวลาทำงานไปอีก 1 วัน ได้ผลงานช้าไปอีกวัน ถือเป็นการใช้ค่าแรงอย่างไร้ค่า

     4.7  ทำงานให้มีเสน่ห์พอที่คนจะขอซื้อตัว แต่อย่าง้อคนที่ถูกซื้อตัว

            หน้าที่สำคัญอย่างนึงของผู้บริหารก็คือ การบริหารบุคคลนั่นเอง ผู้บริหารต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ซึ่งพบว่ามักเกรงใจพนักงานที่ผลงานดี พนักงานที่มีท่าทีจะถูกคนอื่นซื้อตัวไป เราไม่จำเป็นต้องไปง้อหรือเอาใจอะไรกับคนประเภทนี้มากไป เพราะทำยังงัยคนเหล่านี้ก็ไม่ทำงานให้เรา 100 % อยู่ดี

     4.8  เรื่องกำไรขาดทุน ยิ่งตัดสินใจเร็ว ยิ่งเห็นกำไร

            คนที่ตัดสินใจแล้ว ลงมือทำทันที เมื่อเทียบกับคนที่่ไม่ทำอะไรเลย ย่อมพบกับเส้นทางความสำเร็จมากกว่า และในบรรดาเส้นทางเหล่านั้น ย่อมมีเส้นทางลัดอยู่ด้วย  ในโลกธุรกิจ ระยะเวลาเพียง 3 ปี ระหว่างคนที่ตัดสินใจแล้วลงมือทำทันทีอย่างรวดเร็ว เทียบกับคนที่ลังเล ไม่กล้าติดใจอะไร จะเห็นความต่างได้อย่างชัดเจน
            คนที่ตัดสินใจช้า มักเป็นคนที่กลัวความลำบากหรือใจดีกับตัวเองมากเกินไป ต้องลองมองตัวเองในแบบที่สายตาคนนอกมอง  แล้วคุณจะเห็นความจริง

     4.9  ข้อดีเมื่อเปลี่ยนภาษาเอกสาร ภายใน ให้เป็นภาษาอังกฤษ

            การเปลี่ยนภาษาภายในองค์การเป็นภาษาอังกฤษ จะช่วยให้ทำงานฉับไวขึ้น เพราะ ภาษาอังกฤษจะไม่ยืดเยื้อ จะมีแค่ ได้ หรือ ไม่ได้  เป็นการสื่อความหมายที่ชัดเจน เห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าจะทำอะไร ไม่กำกวม นับเป็นภาษาที่ดีมากสำหรับธุรกิจ

     4.10  ผู้นำที่ลุยงานเอง ผลประโยชน์เกิดกับบริษัทแน่นอน

              หน้าที่ของเจ้าของกิจการที่พนักงานไม่มีสิทธิ์ก็คือ อำนาจตัดสินใจความเป็นความตายขององค์กร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทแบบ sme เจ้าของกิจการต้องลุยภาคสนามให้มากที่สุด ผลประกอบการจึงจะดี เหตุผลไม่มีอะไรมาก ถ้าเถ้าแก่ลุยงานเอง การตัดสินใจทั้งหมดจะเร็วขึ้น โอกาสทางธุรกิจย่อมไม่หลุดลอยไป

     4.11  ใส่ตัวเลขในบทสนทนา สร้างความจริงจังในธุรกิจ

              ธุรกิจ กับ สโมสร แตกต่างกันอย่างไร ฟังจากบทสนทนาก็จะรู้ได้  ถ้าคุยกันเฮฮา ไม่มีตัวเลขมาเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นการคุยกันในสโมสร แต่ถ้าคุยกันของนักธุรกิจ จะมีตัวเลขอยู่ด้วยเสมอ เช่น ปีนี้เราัตั้งเป้ากำไรเพิ่มขึ้นอีก 5 % หรือว่ายอดขายปีนี้เราต้องเพิ่มขึ้นให้ได้อีก 10 %  เป็นต้น  เพื่อเป็นการแสดงถึงเป้าหมายที่ชัดเจนในสิ่งที่จะทำ  จะไม่พูดลอย ๆ โดยไม่มีตัวเลข เช่น ปีนี้เราต้องเพิ่มยอดขายอีก เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น แต่ไม่มีตัวเลขบ่งบอก ว่า แล้วต้องทำเพิ่มเท่าไร บริษัทถึงจะมีกำไร เป็นต้น

     4.12  ใช้เงินให้เป็น ....  ถึงมีมากแต่เก็บไว้ก็เหมือนไม่มี

              เงินเป็นสิ่งที่เอามาใช้ให้เกิดผล   สำหรับนักธุรกิจแล้ว ถ้าได้กำไรสะสมไว้เรื่อย ๆ แต่ไม่ใช้เงินให้เกิดประโยชน์ ก็เท่ากับปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจหลุดลอยไป เราอาจจะนำเงินที่ได้ไปซืื้อเครื่องจักรเพิ่มเติมเพื่อขยายกำลังการผลิต หรืออาจจะซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เพื่อมาทำงานเอกสารให้ได้เร็วขึ้น การนำเงินมาใช้เช่นนี้ ก็จะทำให้บริษัท มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ขายได้มากขึ้น กำไร ก็มากขึ้นตามไปด้วย เรียกได้ว่าเป็นการใช้เงิน ได้อย่างคุ้มค่า

5.  บริษัทที่ขี้เหนียวค่าล่วงเวลา ไม่มีทางอยู่รอดได้

     5.1 ตอนที่ " เริ่มสำเร็จ " นี่แหละน่ากลัวที่สุด

            มีคนจำนวนมากที่พอคว้าความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ก็คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จเสียยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นลูกน้องก็ต้องมีเจ้านายดี ๆ คอยเตือนสติว่า อย่าเหลิงในความสำเร็จนัก แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ คงไม่มีใครมาเตือนสติ เพราะฉะนั้น แม้ผู้บริหารจะประสบความสำเร็จน่าภาคภูมิใจ ก็อย่าได้ประกาศศักดาอะไรมากมาย จงวางตัวเฉย ๆ เหมือนเป็น เรื่องปกติ จะดีที่สุด แล้วค่อย ๆ สร้างความสำเร็จอันใหม่มอบรางวัลความสำเร็จแก่พนักงานบ้าง จะช่วยทำให้บริษัทเจริญรุ่งเรืองต่อไป

     5.2  กลยุทธสร้างข้อเปรียบเทียบ เพื่อเสนอคุณค่าที่เหนือกว่า

            ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เอาแต่ขายเนื้อราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าต้องการขายเนื้อกิโลละ 150 บาท  ต้องมีเนื้อแบบกิโลละ 130 บาท และ 180 บาท ไว้ด้วย  จะทำให้เห็นได้ว่า เนื้อกิโลละ 150 บาท คุณภาพดีกว่าเนื้อ กิโลละ 130 บาท แต่ราคาก็ถูกกว่า เนื้อกิโลละ 180 บาท ดังนั้นเนื้อกิโลละ 150 บาท ก็จะขายดีกว่าเนื้อทั้งสองราคานั้น เป็นไปตามเป้าที่เราวางไว้  เมื่อมีของให้เปรียบเทียบแล้ว ลูกค้าจะเป็นความคุ้มค่าของสินค้า ได้ดีกว่า วางสินค้าไว้อย่างเดียวเลย

     5.3  นักวิ่งมาราธอนเก่งได้ เพราะซ้อมหนักจนรู้ข้อจำกัดของตัวเอง

            คนจำนวนมากต้องล้มเหลวไปเพราะไม่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง คนกลุ่มนี้เป็นคนเก่ง มีความสามารถ ไฟแรง และจะพยายามทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งพอพยายามมาถึงระดับนึงแล้ว แม้กำลังจะไปได้สวยก็ต้องปะทะกับขีดจำกัดของตัวเอง แล้วทุกอย่างก็จะจบสิ้น คล้าย ๆ กับนักวิ่งมาราธอนที่เกาะกลุ่มกับตัวนำมาได้ถึงแถว ๆ ก.ม. ที่ 33 แต่วิ่งไปอีกไม่นานก็เริ่มถูกทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น คนที่ฉลาด  ถ้าทำมาถึงตรงจุดที่ตัวเองไปต่อไม่ไหวแล้ว ก็ต้องไม่ลังเล ที่จะขอความช่วยเหลือจากคนที่เค้าถนัดกว่า ให้เค้าทำไปแทน แล้วเราก็จะได้ไปดูแลในส่วนอื่นต่อไปได้

     5.4  เรื่องควรรู้ ก่อนโบยบินสู่โลกกว้าง

            เรียนรู้ผู้คนที่่มาจากประเทศต่าง ๆ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละประเทศ ใ้ห้เข้าใจ เพื่อที่จะได้รับมือกับลูกค้าได้ถูกทาง ไม่ว่าจะมาจากชาติใด

     5.5  อย่าให้เจ็บตัว เพราะเชื่อใจคนที่ทำกำไรให้

            ผู้บริหารบางคน มักไม่กล้าแตะต้อง บุคคลที่ทำกำไรให้กับบริษัท อาจด้วยความเกรงใจ หรือ กลัวว่าเขาจะลาออก เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซึ่งบางทีเค้าอาจจะกำลังทำในสิ่งที่ผิดอยู่ก็ได้  การกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าวันนึงเกิดเค้าทำในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ถึงตอนนั้นเราคงแก้ไขอะไรได้ไม่ทันการณ์แล้ว

     5.6  ทำธุรกิจก็เหมือนตกปลา  เวลาปลาฮุบเหยื่อแล้วต้องลุยเต็มที่

            เวลาสินค้าติดตลาดก็เหมือนกับปลาติดเหยื่อ  ความเคลื่อนไหวทุกอย่างจะกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที เป็นความรู้สึกเดียวกันกับเวลาที่ลูกค้าตอบรับสินค้า  ผู้บริหารที่ปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไป จะสร้างผลกำไรขนาดใหญ่ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเขากลัวต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น  ทำให้สินค้าที่มีแนวโน้มจะครองตลาดได้ดีต้องเสียโอกาสไป  เท่ากับเป็นการกลบกระแสของสินค้าที่กำลังมาแรงนั่นเอง

     5.7  เมื่อกินข้าวกับลูกค้า  คนที่รีบเก็บกระเป๋าเงินก่อน จะไม่ชนะใจอีกฝ่ายทันที

            เวลาไปกินข้าวกับลูกค้า  เราต้องยื้อที่จะจ่ายให้ถึงที่สุด ถ้าเราเก็บกระเป๋าเงินก่อน  จะทำให้ถูกดูแคลนว่าขาดความจริงใจ และจะทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจ

     5.8  ชนะใจลูกค้า ด้วยวาทศิลป์แบบง่าย ๆ

            ผู้บริหาร ควรจะต้องรู้จักใช้วาทศิลป์ ในการพูดจากับลูกค้าเพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ และรู้สึกดี และไ่ม่ลำบากใจ ก็จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจได้

     5.9  อย่าขี้เหนียวค่าล่วงเวลา ถ้าเสียดายต้นทุน จะเสียมากกว่าได้

            พนักงานทั้งหลายเป็นผู้ที่สร้างงาน จะทำงานล่วงเวลาก็เพราะ งานมีความสำคัญกับบริษัท  เราไม่ควรเป็นผู้บริหารที่ขี้เหนียวกับงานอันยิ่งใหญ่นี้  อีกทั้งเราคงจะพูดได้ไม่เต็มปากว่า  " ต้องทำงานให้เต็มที่ ทุกอย่างต้อง 100 % " ในขณะที่ไม่มีค่าล่วงเวลาให้พวกเขา

     5.10  ยิ่งตอนขาดทุน ยิ่งต้องคิดใช้เงินให้คุ้มค่า

              ช่วงขาดทุน การจะใช้เงินไปกับอะไร ต้องคิดว่า ใช้แล้วมันคุ้มค่า ไม่ใช่ใช้จ่าย ไปอย่างฟุ่มเฟือยต่อไป โดยไม่ได้ดู สถานการณ์ของบริษัท

     5.11  ทำธุรกิจต้องฉับไว   3 ข้อ พึงจำไว้ เมื่อออกคำสั่ง

               1.  ต้องการให้ทำอะไรแน่
               2.  ต้องการให้งานเสร็จเมื่อไร
               3.  งานนั้นทำเพื่ออะไร (บอกวัตถุประสงค์)



ติดตามต่อตอนสุดท้าย  กนะครับ


เครดิต : หนังสือ  76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม
              HASEGAWA  KAZUHIRO 











วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

76 วิธีใช้เงินและคน ให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนที่ 1

76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนที่ 1


1.  เข้าใจคุณค่าของเงิน ก็จะสำเร็จด้วยเงิน


     1.1  มนุษย์มีจิตใจ..... ความรู้สึกขอบคุณจึงสร้างเงินได้
           
             ว่ากันว่า " จงสร้างมนุษย์ด้วยคำชม " คนเราชอบให้ผู้อื่นชื่นชมมากกว่าตำหนิ มันยังเป็นการแสดงถึงความรู้สึกดี ๆ ต่อผู้ือื่นด้วย บางทีแค่คำว่า " ขอบใจนะที่ช่วยกัน " ก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี และรู้สึกฮึกเหิมในการที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ หรือทำให้มีความรู้สึกเต็มใจที่จะทำงานให้อย่างมีประสิทธิภาพ

     1.2  เงินนั้นแปลก ขอยืมมาเหมือนได้กำไร ใช้คืนไป เหมือนขาดทุน

            มีภาษิตญี่ปุ่นกล่าวว่า " เวลายืมเงินเรา หน้าเขาระรื่น ถึงเวลายื่นคืนเรา หน้าเขาเป็นยักษ์เป็น
มาร "  คนเราเวลาจะไปขอยืมเงินใคร มักจะพูดจาดี นอบน้อม ก่อนยืม แต่ตอนไปทวงจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที จะพูดจาอีกแบบ บางทีก็ด่าให้ด้วย

     1.3  ผู้รับเงิน กับ ผู้สร้างเงิน คิดต่างกัน

            คนที่พอใจชีวิตการทำงานที่ระดับผู้ใช้แรงงาน กับคนที่จะเติบโตเป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหาร คิดต่างกันเล็กน้อยเพียงเส้นผมเส้นเดียวเท่านั้น
            คนที่จะเป็นผู้ใช้แรงงานตลอดไป มักคิดว่า ได้ค่าแรง 300 บาทเท่ากัน ทำมากทำน้อยก็ได้ 300 บาทเท่ากัน  สู้ทำน้อย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยดีกว่า ก็ได้เงินเท่ากัน
            ส่วนคนที่จะเิติบโตเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร เขาจะคิดว่า ทำพยายามทุกทางเพื่อให้บริษัทมีกำไร เมื่อบริษัทมีกำไร เขาก็จะได้โบนัสได้เงินเดือนขึ้น ทำให้บริษัทมีความเจริญก้าวหน้า สามารถแข่งขันในตลาดได้ และในยามที่บริษัทจะต้องคัดคนออก บริษัทก็จะพิจารณาคนประเภทแรกก่อนเป็นแน่แท้ เพราะไม่สามารถทำอะไรให้บริษัทได้เลย

     1.4  ถ้ารอให้มีอารมณ์คงจะทำอะไรไม่สำเร็จซักอย่าง

            ถ้าเราจะทำอะไรซักอย่างแล้วมัวแต่มารอให้มีอารมณ์อยากทำก่อนแล้วค่อยลงมือทำ งานนั้นก็คงไม่ได้เริ่มซักที หรือเผลอ ๆ สุดท้ายก็อาจขี้เกียจทำไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเราคิดแล้วลงมือทำเลย อย่างน้อยงานก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ต้องทำจนสำเร็จลุล่วงไปได้ จะดีหรือไม่ดีก็ว่ากันอีกที

2.  คนที่ประสบความสำเร็จมักเปลี่ยน " ข้อมูล " เป็น " เงิน " ได้เก่ง

     2.1  อย่าเสียดายเงินและแรงกายที่ใช้ไปเพื่อ " ความรู้ " และ " ข้อมูล "

            ยกกรณีตัวอย่าง มีเพื่อนคนนึงที่เข้าร่วมสัมมนาในที่ต่าง ๆ บ่อยครั้ง แม้ต้องเสียเงินเป็นหมื่นเพื่อเข้าร่วมสัมมนาเป็นหมื่น เค้าก็ไม่เคยเสียดาย เขาทำอย่างนี้ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นลูกจ้าง ที่เค้าทำอย่างนั้นเพราะว่า เค้าคิดว่า การที่เราได้ไปฟังวิทยากรที่เป็นผู้ประสบความสำเร็จ เขามาถ่ายทอดประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปีให้เราได้เรียนรู้ในเวลาสั้น ๆ มันเป็นอะไรที่ถูกมาก 

     2.2  ห้องผู้บริหารที่พนักงานเข้าหายากมักได้รับแต่ข้อมูลปรุงแต่ง

             ห้องผู้บริหารที่มีลักษณะปิดกั้น พนักงานเข้ามาพบหรือหาลำบาก ก็จะทำให้พนักงานไม่ค่อยอยากมาพบหรือปรึกษาอะไร ดังนั้น เวลาพบปะพูดคุยก็จะได้แต่ข้อมูลปรุงเแต่ง เพราะกลัวที่จะมีความผิด แต่ในกรณีตรงข้ามถ้าห้องผู้บริหารเป็นลักษณะเปิดกว้าง ให้เข้าพบง่ายและตัวผู้บริหารเองก็เปิดกว้างรับไอเดีย เวลาลูกน้องมีไอเดียอะไรมาใหม่ ๆ ก็อยากจะมานำเสนอหรือปรึกษากับผู้บริหารได้ บริษัทนั้นก็จะเจริญก้าวหน้ากว่า เพราะจะได้ข้อมูลดี ๆ ไอเดียดี ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงใช้กับบริษัท และพัฒนาบริษัทให้ดีขึ้นได้

     2.3  ข้อมูลที่สำคัญต่อการทำงาน 90 % มาจากรอบ ๆ ตัวเรานี่เอง

            บางทีข้อมูลสำคัญ ๆ ก็อาจไม่ได้อยู่แค่ในบริษัท เราอาจหาข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าหรือคนรอบข้างเราที่ใช้สินค้าของบริษัทเรา หรืออาจจะใช้สินค้าของบริษัทคู่แข่งเราก็ได้  เราอาจขอความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าของเราเปรียบเทียบกับคู่แข่ง สอบถามว่าสินค้าเรากับคู่แข่งต่างกันอย่างไร มีตรงไหนที่ต้องปรับปรุงและนำมาแก้ไข เพื่อพัฒนาบริษัทให้ก้าวหน้าต่อไปได้

     2.4  หาข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ตนเองได้อย่างไร

            กรณีตัวอย่าง เจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง สมัยที่ยังไม่มีเงินมาก เค้าชอบที่จะไปตัดผมร้านที่แพงที่สุดหรือร้านดัง ๆ ที่คนรวยเค้าไปตัดกัน  เค้าไม่ได้แค่ต้องการอวดรวยหรืออยากไปคบค้าอะไรกับคนรวย แต่ที่เค้าทำอย่างนั้นเพื่อ ไปฟังคนรวยเค้าคุยกันในร้านตัดผมแห่งนั้น เพื่อที่จะได้ข้อมูลอะไรดี ๆ ข้อมูลของคนระดับบนสุดของสังคมนั้นย่อมมีค่ามหาศาล " คนรวยเจอกันย่อมมีข้อมูลสำหรับคนรวย " 

     2.5  " กำไรคืออะไร " ใครไม่รู้ย่อมเป็นผู้แพ้

            ยังมีคนที่คิดถึงแต่ ยอดขาย โดยไม่เคยมองหา กำไร เหมือนกัน ความจริง " กำไร " ก็คือส่วนที่เหลือจากการหักต้นทุนออกจากยอดขาย เพราะฉะนั้น ถ้าใช้ต้นทุนไปเกินกว่ายอดขายแล้วละก็ ย่อมหากำไรไม่เจอแน่นอน

     2.6  สุดยอดเครื่องมือ " ต้นทุนต่ำ " ที่ช่วยให้ทำงานรวดเร็วคืออะไร

            การทำงานในบริษัท ควรจัดให้เป็นรูปแบบ และหมวดหมู่  หรือแบบฟอร์ม เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน อะไรอยู่ในหมวดไหน อยู่ตรงไหน อยู่ส่วนไหน อะไรที่เกี่ยวเนื่องกัน ให้รวบเป็นรูปแบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกออกเป็นหลายส่วน มันจะทำให้เกิดหลายขั้นตอนเกินไป ให้รวบเป็นขั้นตอนเดียวไปเลย เช่น one stop service  ถ้าเราจัดรวบให้มันกระชับ และเป็นรูปแบบได้แล้ว จะช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น และได้จำนวนชิ้นงานที่มากขึ้น ไม่ว่างานด้านไหนก็ตาม  เมื่อเร็วขึ้น ได้จำนวนงานมากขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดลง บริษัทก็จะมีกำไรมากขึ้น

     2.7  บริษัทที่ไม่มีนักกลยุทธ์ของตัวเอง ย่อมไปไม่ได้ไกล

            นักกลยุทธ์ คือ ผู้ที่พาบริษัทให้ไปในที่ที่บริษัทได้เปรียบ สำหรับในระยะกลางแล้ว ยังสร้างส่วนแบ่งตลาด และสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้น  เราควรสร้างความเป็น นักกลยุทธ์ ในตัวเรา เพื่อที่จะนำพาบริษัทให้เจริญก้าวหน้า และสร้างผลกำไรได้อย่างงดงาม ควรศึกษาว่า การเป็นนักกลยุทธ์ ต้องทำอย่างไร และถ้าสุดท้ายเราทำไม่ได้จริง ก็ควรมองหานักกลยุทธ์เก่ง ๆ มาเป็นทีมงานในบริษัทเราให้ได้ เพื่อพัฒนาบริษัทต่อไป 

      2.8  แตกต่างจากคู่แข่งเพียงนิดเดียว ก็รวยแล้ว

            เราจะทำอย่างไรให้แตกต่างจากคู่แข่ง เพียงเล็กน้อย แล้วสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา เ่ช่น กรณี ณ ตอนนี้ ถ้าใครพูดภาษาจีนได้คล่อง หรือสามารถใช้ภาษาจีนในการติดต่อธุรกิจได้ดี ก็จะสามารถติดต่อค้าขายกับประเทศจีนได้สะดวกขึ้น และ้เราอาจจะได้สินค้าถูกกว่าคู่แข่ง ทำให้เรามีต้นทุนต่ำกว่า สามารถขายในตลาดได้กำไรเยอะขึ้น  เป็นต้น

     2.9  แข่ง ราคาสินค้า เมื่อไร  กระเป๋าแฟบ เมื่อนั้น

            ผู้บริหารที่มีความคิดว่า " ขายไม่ได้จึงต้องลดราคา " นับว่าเป็นบุคคลที่น่ากลัวที่สุด ถ้าสินค้าใกล้หมดอายุ หรือต้องการโละสต็อกสินค้า เพื่อลดภาระการสต็อกสินค้า อย่างนี้ การลดราคาสินค้า  เป็นสิ่งที่ทำถูกแล้ว แต่ถ้าคิดง่าย ๆ เพียงว่า ขายสินค้าไม่ดี ก็ลดราคาไปเถิดอย่างนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของกิจการ  กรณีถ้าเจอคู่แข่งขายตัดราคา ก็ถือเป็นโอกาสงามทีเดียว ที่เราจะออกสินค้าที่มีคุณภาพเหนือกว่า ขายในราคาสูงกว่า เพื่อสร้างความแตกต่างและผลกำไรอย่างสบาย ๆ

     2.10  อย่าปล่อยให้องค์กรป่วยจนรักษาไม่ได้

             เวลาที่บริษัทมีกำไร อย่าปล่อยให้ความคิดที่ว่า เมื่อมีกำไร ใช้เงินหน่อยคงไม่เป็นไร หรือเวลาบริษัทขาดทุน ก็คิดว่า ขาดทุนไปบ้างก็ไม่น่าเป็นไร หรือยอดขายไม่เข้าเป้า แต่ก็ยังถือว่าโอเคอยู่  ถ้าเราปล่อยให้ความคิดอย่างนี้ดำเนินต่อไป บริษัทก็จะเริ่มถดถอย กำลังเงินก็จะค่อย ๆ ร่อยหรอ ตามด้วยอาการขาดทุนเรื้อรัง ดังนั้น เวลาที่เกิดข้อผิดพลาดเราควรรีบหาสาเหตุและดำเนินการแก้ไขโดยด่วน เพื่อไม่ให้มันเรื้อรัง เกาะกินไปเรื่อย ๆ  ต่อไป

     2.11  งบดุลและงบกำไรขาดทุน เป็นรายงานวินิจฉัยโรคเบื้องต้นของบริษัท

              งบดุลและงบกำไรขาดทุน จะเป็นตัวแสดงถึงฐานะของบริษัทได้เป็นอย่างดี มันจะแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของบริษัท ว่าถึงเวลาจะต้องดำเนินแก้ไขได้รึยัง

     2.12  เงินส่วนตัว กับ เงินบริษัท รวมหรือแยกกันดี

              กฏเหล็กที่สำคัญของธุรกิจที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตก็คือ เมื่อมีผลกำไร ต้องสร้างนิสัยที่ดี สร้างความชัดเจนว่าอะไรเป็นของตัวเอง อะไรเป็นของบริษัท และต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้ชัดเจนว่า เงินที่อุตส่าห์หามาได้ด้วยความเหนื่อยยาก ก็ต้องใช้อย่างรู้คุณค่า ไม่ควรเอาไปเปลี่ยนเป็น รถยนต์หรูหราเพียงเพื่อความเท่ห์ หรือกินหมดไปในมื้อเดียว

     2.13  ผู้บริหารกับพนักงานคิดต่างกันที่ต้นทุน

              ต้นทุนที่ผู้บริหารคำนึงอย่างมาก แต่พนักงานกลับไม่รู้สึกอะไรเลย คือ " ค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากร" นั่นเอง ค่าใช้จ่ายตัวนี้แหละ คือ " ค่าใช้จ่ายคงที่ " ที่ลำบากใจมากที่สุด และเป็นจำนวนเงินมากที่สุดอีกด้วย เพราะฉะนั้น เวลาคิดจะลดการขาดทุนด้วยการลดต้นทุนในระยะสั้นแล้ว ผู้บริหารที่ขาดประสบการณ์ก็มักหนีไม่พ้น เรื่องการลดพนักงาน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ผล ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ผู้บริหารบางบริษัทใช้คนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่ก็บางที ขี้เหนียวกับเรื่องที่ไ่ม่ควร เช่น ไม่ยอมซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ีที่ทำงานเร็วกว่า แต่กลับยอมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ที่บางทีก็ต้องยกไปซ่อม แล้วก็ต้องรอซ่อมเสร็จถึงมาใช้งานต่อได้ มันเสียเวลาการทำงานไปเท่าไรแล้วแทนที่จะได้งาน เป็นการเพิ่มต้นทุนอีกต่างหาก 

     2.14  ลดค่าใช้จ่ายผิดทาง ระวังกำไรหดหาย

              สำหรับข้อนี้ อาจดูตัวอย่างจากข้อ 2.13 ได้ ในกรณีไม่ยอมซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นทันสมัยมาทำงานเพื่อให้ได้งานที่เร็วขึ้น กลับต้องมาช้าและเสียเวลาการทำงานเพิ่มอีก ทำให้ต้นทุนเพิ่ม กำไรหดหายทันที

     2.15  ความหมายที่แท้จริงของ " เวลาเป็นเงินเป็นทอง "

              " เวลาคือต้นทุน  เวลาช่วยผลิตเงิน "  การบริหารงานด้วยความรวดเร็ว พูดอีกอย่างก็คือ ต้องเร่งรวบรวมวัตถุดิบเพื่อการตัดสินใจ และตัดสินใจให้ฉับไว เมื่อทำได้แบบนั้น เราก็นำเวลาที่ประหยัดได้ไปใช้กับงานอื่นต่อได้ และไม่ทำให้พนักงานที่รอการตัดสินใจจากเราต้องเสียเวลาในการทำงานอีกด้วย เป็นการช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานอีกวิธีหนึ่ง

     2.16  กฏ 7 ประการลดการเสียเวลา

              1. จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำงาน
              2.  กำหนดเส้นตายที่จะทำงานเสร็จ
              3.  ไม่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
              4.  วางแผนการทำงานในแต่ละวัน
              5.  จัดเอกสาร บันทึก และโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ
              6.  เลิกผัดวันประกันพรุ่ง
              7.  จำใส่ใจว่่า อย่าใจร้อน เพราะมีแต่เสียหาย

     2.17  การเริ่มวันใหม่สำคัญมาก สามารถสร้างความแตกต่างได้เลย
               
              เริ่มวันใหม่ 5 ข้อ
             
              1.  วันนี้จะทำงานอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ไม่หงุดหงิด
              2.  จะพิจารณาแผนงานของวันนี้อีกครั้ง
              3.  ลงมือทำงานอย่างรวดเร็ว
              4.  จัดการเก็บงานที่ค้างไว้ ไม่รอช้า
              5.  คิดถึงแผนงานใหม่อย่างน้อย 3 เรื่อง


ติดตามตอนที่ 2 ต่อนะครับ




เครดิต : หนังสือ  76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม
              HASEGAWA  KAZUHIRO 


     
            






   

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

ประเภทของ " คน " ในเรื่องเกี่ยวกับเงิน

การใช้เงินของคนแยกเป็นประเภทต่าง ๆ ไ้ด้ดังนี้ :

1. นักใช้ ( Spender )

     ถามว่าทำไมคนนี้ถึงเป็นนักใช้ ก็เพราะมันอยู่ในใต้จิตสำนึก อาจมีความหลังในวัยเด็กที่ไม่มีเงิน พอเติบโตขึ้นมามีเงินมากขึ้น ก็เลยใช้ เพื่อทดแทนในวัยเด็ก  ต้องไปแก้ตรงนี้ เพื่อให้ไม่เป็น นักใช้

2.  นักเก็บออม ( Saver )

     รวยมากเท่าไรก็ไม่กล้าใช้ ด้วยเหตุผลจากอดีต อาจจะเคยจนหรือว่าอดมื้อกินมื้อมา พอวันนึงที่มีเงินก็เล็งเห็นคุณค่าของเงิน จนไม่กล้าที่จะใช้มัน

3.  Avoider

     คือกลุ่มคนที่พยายามจะไม่ยุ่งกับเงินเลย เช่น พวกบัตรเครดิต  ค่าน้ำ ค่าไฟ จะให้คนอื่นไปทำหรือจัดการแทน เพราะอาจเห็นว่าเป็นเรื่องวุ่นวาย หรือไ่ม่สามารถจัดการกับเงินในเรื่องต่าง ๆ ได้

4.  Monk

     คนพวกนี้มองว่าเงิน เป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งชั่วร้าย  เมื่อมีเงินทำให้เกิดความทุกข์ กลัวว่าใครจะมาปล้นหรือมาแย่งเอาเงินไป หรือมีความเชื่อว่า พวกคนมีเงิน เป็นคนไม่ดี ชั่วร้าย  เป็นต้น


15 วิธีสร้างแรงบันดาลใจ

15 วิธีสร้างแรงบันดาลใจ

1. ละเว้นเรื่องไม่สำคัญ

     เรียนรู้ที่จะละเว้นหรือปฏิเสธ เรื่องที่ไม่สำคัญออกไปบ้าง

2.  เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเบื่อ

     จงหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คุณเบื่อ ความเบื่อมันเป็นสิ่งน่ารังเกียจ  ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงโซนที่่ทำให้เบื่อ

3.  เก็บบันทึกการคิดค้นของคุณ

     คุณจำได้ไหมว่า เมื่อไรที่คุณประสบความสำเร็จครั้งสำคัญ ครั้งแรกของชีวิตคุณ ควรจะจดบันทึกเก็บไว้ และเมื่อวันใดวันนึง คุณอาจจะเจอบันทึกนั้นอีกครั้ง และกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้คุณอีกครั้งนึง

4.  Clean Up บ้านของคุณ

     การทำความสะอาดภายในบ้าน จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง และรู้สึกเบาขึ้น คุณจะรู้สึกสมองลื่นไหล ไอเดียบรรเจิดขึ้นอีกครั้ง

5.  การออกกำลังกาย

     เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเรียกแรงจูงใจ เพราะเลือดหมุนเวียนทำให้สมองปลอดโปร่ง จิตใจแจ่มใส ช่วยกระตุ้นความคิดให้กลับมาได้อีกรอบ

6.  อ่านเรื่องราวความสำเร็จ

     เรื่องราวความสำเร็จที่ได้อ่านหรือฟัง อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้ และที่สำคัญอาจช่วยใ้ห้คุณได้ไอเดียใหม่ ๆ หรือเรื่องเก่า ๆ แต่คิดในอีกแนวทางหนึ่งได้

7.  ฟังเพลง ดูหนัง หรืออ่านหนังสือดี ๆ

     สิ่งเดียวที่ดีกว่าความเงียบ คือ การได้ฟังเพลงดี ๆ ตัวอย่างชีวิตดี ๆ จากในหนัง จินตนาการจะบรรเจิดเมื่อได้อ่านหนังสือ แนะนำให้หาปากกากับสมุดจดบันทึก ในขณะที่ไอเดีย บรรเจิด

8.  เก็บมาจากการอ่านประทับใจ

     เพียงหนึ่งประโยคจากใครบางคน อาจทำให้คุณมีความคิดใหม่ ๆ หรือมีแรงบันดาลใจที่ดีได้

9.  ประเมินความก้าวหน้าของคุณ

     หากการทำงานอย่างต่อเนื่องจะทำใหุ้คุณมีความคืบหน้าแล้ว ลองหันกลับไปดูความพึงพอใจจากสิ่งที่คุณสร้างขึ้นา รวบรวมประมวลผลในสิ่งที่ได้กระทำดูว่า มีความพอใจในผลงานมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้วางแผนงานเพื่อเพิ่มพลังงานของคุณ

10.  พูดคุยเกี่ยวกับโครงการของคุณ

     ร่วมพูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณ ให้คนเหล่านั้นรู้่ว่า คุณกำลังทำอะไร และนอกจากนั้นยังสร้างระดับของความรับผิดชอบบางอย่างในตัวคุณ ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะผลักดันคุณไปข้างหน้า

11.  ทำทีละอย่าง

     ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม ควรจัดการคัดเลือกสิ่งที่สำคัญที่จะต้องทำมาก่อนมาเป็นอันดับแรก ๆ และตั้งใจทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

12.  เขียนเป้าหมายที่ชัดเจน

     เขียนเป้าหมายของคุณให้ชัดเจน จัดระเบียบชีวิตให้เป็นสัดส่วน เมื่อจิตใจของคุณทำงานได้ดี ก็จะสามารถรู้ได้ว่า สิ่งไหนที่ต้องทำ สิ่งไหนที่ไม่ต้องทำ

13.  ไ่ม่ได้มุ่งเพื่อความสมบูรณ์แบบ
 
     ความสมบูรณ์แบบ เป็นจุดสิ้นสุดตั้งแต่เริ่มคิด ไม่มีอะไร perfect ที่สุด

14.  ยอมรับความล้มเหลว

     ความล้มเหลวกับความสำเร็จ เป็นเพียงผลจากการกระทำของคุณ หนึ่งสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของศัตรูแห่งแรงจูงใจ คือ ความกลัวความล้มเหลว กลัวว่าผลของคุณจะเปิดไม่ดี ยอมรับมัน มันอาจจะมีสักเสี้ยวที่ไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องหยุดทำในสิ่งที่คุณกำลังทำ ให้คุณทำให้ดีที่สุด

15.  สร้างความท้าทายส่วนบุคคล

     ความท้าทายส่วนบุคคลจะถูกกำหนดเป็นเป้าหมายระยะสั้นโดยปกติ 15-90 วัน เช่น การออกกำลังกาย อาจจะตั้งเป้าหมายไว้แบบระยะสั้น และทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น แล้วค่อย ๆ พัฒนาเป้าหมายไปตามลำดับ