76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายไ้ด้ที่งดงาม ตอนสุดท้าย
6. ถ้าเป้าหมายชัดเจน เงินจะตามมาเอง
6.1 ให้คำชม ได้กำไรมากกว่า ตะคอกคนเป็นลูกน้อง ไม่มีใครอยากถูกเจ้านายดุ่า และจึงจะมีไฟทำงานได้ดี ตรงกันข้าม หากเจ้านายชื่นชม จะทำให้ได้ผลงานที่ดีกว่าด้วยซ้ำ
ถ้าต้องการสร้างกำไรก็ต้องรักพนักงาน แล้วความรักจะทำให้มองเห็นจุดแข็งของลูกน้อง ซึ่งจะช่วยดึงความสามารถพวกเขาได้ถึง 120 % ทีเดียว ผู้บริหารควรจะคิดหาวิธีนั้นให้ได้ มากกว่าที่จะคอยดุ คอยว่า ใส่พนักงาน
6.2 ลูกน้องที่ว่าแล้วไ่ม่จำ ก่อนสละทิ้งไป ลองหาวิธีแก้ไขดูก่อน
ลูกน้องบางคนเป็นคนประเภท ที่ว่าไม่รู้กี่ครั้งก็แก้นิสัยไม่ได้หรือไม่หายสักที เราอาจจะลองหาวิธีแก้ไขให้มันลงตัวดู อาจจะจัดหาหน้าที่ให้เหมาะสมกับเค้าดูก่อนที่จะสละทิ้งไป
6.3 ถ้าทำแต่งานตามคำสั่ง ธุรกิจจะขาดพลัง
ผู้บริหารควรจะกระจายอำนาจการตัดสินใจในบางเรื่อง ให้แก่พนักงานที่เขามีความสามารถตัดสินใจเองได้ โดยไม่ต้องผ่านผู้บริหารอีกที จะเป็นการช่วยลดขั้นตอนทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น และถ้าเมื่อเกิดข้อผิดพลาดก็แนะนำข้อแก้ไขให้ปรับปรุง ไม่ใช่ด่า หรือถ้าทำได้ดี ก็ต้องรู้จักชมพนักงานบ้าง เพื่อให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงาน และเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำแบบเดิม ๆ และก็จะทำให้บริษัทมีไอเดียใหม่ ๆ และเจริญก้าวหน้าได้เร็วขึ้น แต่การกระจายอำนาจนั้นก็ต้องดูความเหมาะสมและมั่นใจว่า พนักงานผู้นั้นสามารถทำได้ด้วย
6.4 ผู้นำที่ไม่ชี้เป้าหมาย จะทำให้บริษัท ระส่ำระสาย
การที่ผู้นำไม่ชี้เป้าหมายให้ชัดเจน ให้เดินไปในแนวทางใด ก็เปรียบเหมือนให้นักฟุตบอลวิ่งทั่วสนามที่ไม่มีประตู วิ่งสักพักก็เหนื่อยหอบเท่านั้นเอง คนเป็นผู้บริหารต้องกำหนดเป้าหมายและวางกลยุทธในการที่จะไปสู่จุดหมายให้ชัดเจน แล้วสั่งการให้พนักงานดำเนินการตามแผนและกลยุทธเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
6.5 พอใช้งานเสร็จ แค่คำขอบใจ ไม่พอแน่นอน
ถ้าต้องการใช้คน ก็ต้องใช้ทั้งวาจาและรางวัล พร้อมกับแสดงความรักในตัวเขาด้วย แล้วเขาจะทำงานให้เราได้อย่างเต็มที่ และเต็มใจทำ
6.6 ถ้าขาดแรงจูงใจ ความสามารถที่แท้จริงย่อมไม่ปรากฏ
ถ้าเจ้าตัวไม่มีใจ ถึงท้าทายแค่ไหนเขาก็ไม่เอากับเราด้วย การรอจนเกิดความกระตือรือร้นเหมือนรอให้น้ำเดือด ก็เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของโค้ชเหมือนกัน แต่ระหว่างรอเราก็ควรพยายามทำให้เขาเกิดแรงจูงใจ หรือมีไฟพร้อมทำงานนั้นให้ได้ และ้เราจะได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพ
6.7 ผู้บริหารต้องดู " ความกระตือรือร้นของแท้ " ให้ออก
ในทางธุรกิจแล้ว ลมปาก ไม่ได้ชี้ชัดถึงความกระตือรือร้น การประเมินจะต้องมองที่กรอบแนวคิดของกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการตามด้วยความสามารถในการทำแผนให้เป็นรูปธรรมได้จริง
6.8 ยิ่งเป็นนาย ยิ่งต้องสุภาพ แม้แต่คำเรียกลูกน้อง
ในโลกธุรกิจ บางคนมีโอกาสเจริญก้าวหน้าได้เร็ว เลยนึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แต่กลับใช้สรรพนามเรียกลูกน้องรอบตัวว่า " เฮ้ยย... พวกแกน่ะ " คนแบบนี้ถือเป็นคนใช้ไม่ได้เลย และคงไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย และก็คงไม่มีลูกน้องคนไหนที่จะทุ่มเทการทำงานให้กับเจ้านายแบบนี้
6.9 5 ลูกแก้ว แห่งการบริหารตรวจสอบปัญหาในบริษัท
บริษัทที่ขาดทุนซ้ำซาก ร้อยทั้งร้อยมีสาเหตุจากตัวบริษัทมีระบบขาดทุนอยู่ ด้วยสาเหตุ 5 ประการดังนี้
1. ประมาณการผิด ทำให้วางกลยุทธผิดพลาด
2. ขาดความสามารถในการควบคุมผลกำไร
3. ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่
4. สินค้าหมดความสามารถในการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว
5. เจ้าของกิจการเอาแต่เที่ยว ลูกน้องเองก็พึ่งไม่ได้
7. คนที่ให้ความสำคัญกับการใช้เงิน มักมีฝีมือในการบริหารและประสบความสำเร็จ
7.1 ไม่ว่าสถานการณ์ใดผู้บริหารต้องทำงานหนักกว่าพนักงานผู้บริหารจะต้องเป็นผู้นำในการทำงาน ไม่อย่างนั้นคนอื่นเขาไม่มาทำด้วยหรอก คนเป็นเจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นหลายร้อยคน ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ อุปสรรคและความลำบากเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้นจริง ๆ ถ้า ด้อยภาวะผู้นำ เข้าแล้ว บริษัทอาจจะอยู่ไม่รอด
7.2 สั่งลูกน้องให้สร้างผลงานดี ๆ ต้องใช้อำนาจและบารมี
อำนาจทำให้คนลงมือทำงานได้ แต่ถ้าจะให้ได้ 100 % ต้องอาศัยบารมีด้วย คำว่า บารมี คือ พลังอำนาจในการบังคับให้คนทำด้วยความสมัครใจ ไม่ต้องใช้การบีบบังคับแม้สักนิด
7.3 อุดมคติการบริหาร สร้างบริษัทให้แข็งแกร่ง
ในช่วงที่มีเหตุการณ์วิกฤต พนักงานทุกคนต้องรวมใจกันเป็นหนึ่ง ร่วมกันยึดถืออุดมคติการบริหาร สู้สุดใจเพื่อกลับมาโชว์ท็อปฟอร์มกันอีกครั้ง และผู้ที่จะนำทางให้ทุกคนเดินตามอุดมคติการบริหารนั้นก็คือ ตัวเจ้าของกิจการและหัวหน้าแต่ละหน่วยงานนั่นเอง
7.4 ถ้าจะปรับโครงสร้างการทำงานให้เริ่มที่คนหนุ่มก่อน
การจะปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ควรเริ่มจากคนหนุ่ม คนรุ่นใหม่ อย่าเริ่มจากคนรุ่นเก่า เพราะเขาจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเราเริ่มจากคนรุ่นใหม่ก่อน เมื่อเกิดการขยับทำอะไรแล้ว เมื่อคนรุ่นเก่าเห็น ก็จะขยับตาม เพราะเขาจะคิดว่า ในเมื่อคนหนุ่มทำได้เขาก็ต้องทำได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เพื่อเป็นการแสดงให้ผู้บริหารเห็นด้วยว่าเขายังมีความสามารถทำงานได้อยู่ เพราะถ้าเขาไม่ทำแบบนั้น เขาจะโดนพิจารณาเป็นรายต้น ๆ ในเวลาที่บริษัทต้องการปลดคนออก
7.5 คุณสมบัติ 8 ประการ ที่คอยค้ำจุนการบริหาร
ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งใดในบริษัท นี่จะเป็นการตรวจสอบว่า เวลาบริษัทพบวิกฤติ กิจการจะสามารถฟื้นได้หรือไม่
1. เจ้าของกิจการเติบโตมาจากฝ่ายปฏิบัติการสายการตลาดหรือ งานขาย
2. ในที่ประชุม เจ้าของกิจการเป็นคนวางแผนการขายมากกว่าพนักงานคนอื่น
3. งานบางอย่าง แม้จะสร้างผลกำไร แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ผู้บริหารก็ไม่ควรอนุมัิติ
4. ผู้บริหารใช้วิธีการที่หลากหลายในการบริหารคน
5. แทบไม่เคยได้ยินพนักงานนินทาเจ้านายเลย
6. สิ่งที่เจ้าของกิจการพูด ลูกน้องคาดเดาได้ทันที
7. ผู้บริหารระดับสูง พูดคุยถึงความใฝ่ฝันของบริษัทเป็นประจำ
8. สิ่งที่เจ้าของกิจการพูดมีความเสมอต้นเสมอปลาย
เมื่อตรวจดู 8 ข้อนี้แล้ว ถ้ารู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดี ก็ควรรีบแก้ไข
7.6 ผู้บริหารที่มาจากงานขาย มีเรื่องให้เรียนรู้มากมาย
ความสามารถที่แท้จริงที่สุดของผู้บริหาร คือ ความสามารถในการสร้างยอดขาย ทั้งนี้เพราะไ่ม่ว่าธุรกิจใดก็ต้องมีลูกค้าทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่มาของรายได้และผลกำไรของบริษัท ความสามารถในการเชื่อมลูกค้ากับรายได้ ทักษะในการขาย และการตลาดซึ่งจะรักษาผลประกอบการได้นี่เอง เป็นความสามารถของ " เถ้าแก่ " อย่างแท้จริง
7.7 กระเป๋าเงินสะท้อนความสามารถในการบริหาร
กระเป๋าเงินส่วนตัวเป็นเหมือนกระจกเงาที่บอกความสามารถในการบริหารของแต่ละคน เทคนิคการบริหารเงินในกระเป๋าเป็นทักษะแรกสุดที่ผู้บริหารต้องเรียนรู้
7.8 เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า " กลยุทธ์ " หรือไม่
ความหมายที่แท้จริงของคำว่า กลยุทธ์ คือ การวางแผนเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในการแข่งขันให้มากที่สุด แม้มีกองทัพ (สินค้า) ที่เข้มแข็งขนาดไหน ถ้าสร้าง " ความได้เปรียบ " ไม่ได้ ถึงมีจุดเด่นมากมายก็ไม่เป็นประโยชน์ กลายเป็นบริษัทไร้กลยุทธ ทำงานแบบตามมีตามเกิดเท่านั้นเอง
7.9 (10) ข้อชี้ชัด บริหารบริษัท เจ๊งหรือไม่
1. พนักงานเก่ง ๆ อยู่ดี ๆ ลาออกไป
2. เจ้าของกิจการมีตำแหน่งงานอื่น ๆ นอกเหนืองานประจำมากมาย
3. เจ้าของกิจการมีรถหรู ๆ หลายคัน
4. ทายาทรุ่น 2 ซึ่งไม่มีประสบการณ์ธุรกิจมาเป็นเป็นเจ้าของกิจการเอง
5. การจ่ายเงินเปลี่ยนจากเงินสดมาเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน
6. เปลี่ยนจากตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นไปเป็นระยะยาว
7. อยู่ดี ๆ จำนวนคู่ค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ลดลงอย่างรวดเร็วก็เป็นปัญหา)
8. ผู้บริหารแทบไม่เคยอยู่บริษัท
9. มีคนแปลกหน้าเข้าออกบริษัทมากมาย
10. ในที่ลับตาคนดูแล้วสกปรก เช่น ห้องน้ำ ถังขยะ
บริษัททีมีลักษณะข้างต้น ไม่นานก็จะล้ม หรือปิดกิจการไป
7.10 สงครามราคา ถ้าต้นทุนไม่ต่ำจริง ก็เหมือนฆ่าตัวเอง
การแข่งแบบนี้ไม่สมเหตุสมผล หากคู่แข่งเริ่มสงครามราคา แล้วคุณกลัวเสียส่วนแบ่งตลาด จึงต้องเข้าร่วมโดยไ่ม่ได้วางแผนมา่ก่อน พอลดราคาไปครั้งนึง จะขึ้นราคาให้เหมือนเดิมก็แสนยากละ เท่ากับเป็นการบีบคอตัวเอง
ปัจจัยการกำหนดราคา มี 3 ประการ
1. ราคาที่ไม่แพ้คู่แข่ง
2. ราคาที่ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า
3. ราคาที่ได้กำไรเกินต้นทุนเสมอ
เมื่อคู่แข่งเริ่มลดราคา เราต้องลดต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนและต้องต่ำกว่าคู่แข่งด้วย ไม่เช่นนั้นอย่าเข้าร่วมสงครามราคาเลยดีกว่า
7.11 6 คุณสมบัติสู่ความเป็นบริษัทดวงดี
ธุรกิจของคุณมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้หรือไม่
1. มีธุรกิจใหม่อย่างน้อยทุก 2-3 ปี
2. มีข้อเสนอทำธุรกิจใหม่ในที่ประชุมมากมาย
3. มีความรู้สึกไวต่อการพัฒนาสินค้าใหม่ของคุ่แข่ง สามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้สินค้า ได้รับความนิยม ได้หรือไม่
4. เจ้าของกิจการคบหาคนกว้างขวาง มีเส้นสายกับคนที่อยู่ในกระแส
5. มีความยืดหยุ่นพอที่จะทุ่มเททรัพยากรไปกับสินค้าที่กำลังขายดี และบริการที่กำลังรุ่ง
6. ให้รางวัลกับผู้ที่สร้างผลงานโดดเด่น
6 คุณสมบัตินี้สรุปได้ 2 ข้อ คือ บริษัทที่ดวงดี จะกระตือรือร้นในการทำงานและเล่นเกมผู้ชนะ เป็น ส่วนบริษัทที่กระตือรือร้นต่อสินค้าหรือธุรกิจใหม่ หมายถึง มีวัฒนธรรมองค์การที่ท้าทายต่อสิ่งใหม่ ๆ ได้
7.12 ถ้าจะหาคนมาตำหนิต้องเลือกให้ดี
ผู้บริหารต้องรู้จักลูกน้องเป็นอย่างดี รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร รับคำตำหนิได้มากน้อยแค่ไหน เพราะบางคน เมื่อถูกตำหนิมาก ๆ อาจถึงขั้นหมดแรงบันดาลใจ หรือ หมดกำลังใจในการทำงาน แต่บางคนอาจรับได้และนำไปปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นก่อนจะตำหนิอะไร ควรรู้ว่าจะตำหนิแบบใดกับคนแต่ละประเภท
7.13 จัดระเบียบ " กระเป๋าเงินเถ้าแก่ " เห็นคุณค่าเงินก็เห็นกำไร
เข้มงวดกับเรื่องเงินมาก ๆ ใช้เงินให้เกิดประโยชน์ที่สุด และ สร้างความสุขกับชีวิตให้มาก ๆ
หวังว่าได้อ่านครบทั้ง 76 วิธีนี้แล้ว ผู้อ่านคงนำไปปรับประยุกต์ใช้กับบริษัทของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดกันนะครับ
เครดิต : หนังสือ 76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม
HASEGAWA KAZUHIRO
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น