76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนที่ 2
3. เอาแต่ประหยัด หรือ ลดพนักงาน ใช่จะสร้าง " กำไร " ได้
3.1 ลดพนักงานไม่ช่วยให้ลดการขาดทุน
แม้ดูผิวเผินการลดคนจะลดการขาดทุนได้ แต่กำไรก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรอก ในทางตรงข้ามกลับทำให้ภายในบริษัทวุ่นวาย และแสี่ยงต่อการเกิดความวุ่นวายในสายการผลิตอีกด้วย ในทางกลับกัน หากทำให้พนักงานที่เหน็ดเหนื่อยกับภาวะขาดทุนให้มีความหวังขึ้นมาได้ ใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้กลับมาฮึดสู้ จะได้ผลมากกว่า ถ้าผู้บริหารเห็นพนักงานเป็น ต้นทุน แล้วละก็ จะไม่มีทางหลุดพ้นจากบ่วงของการขาดทุนได้เลย ต้องมองพนักงานเป็นทรัพย์ เป็นพลังที่จะสร้างสรรค์คุณค่าแก่บริษัท และสร้างระบบที่จะใช้พลังนั้นให้ได้เต็มที่
3.2 ถ้าใส่ใจแต่พนักงานที่สร้างผลงาน องค์กรพังแน่นอน
ในเกมเบสบอล บางครั้งคนที่ตีโฮมรันสร้างผลงานโดดเด่นได้ แต่ถ้าทุกคนอยากสร้างผลงานโดยคิดเพียงว่า " อยากตีได้สักทีนึงเหมือนกัน " ก็ย่อมสร้างเกมรุกอย่างมีประสิทธิผลไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตีลูกไม่ไกล แต่เล่นลูกสั้นเก่ง ก็อาจเสียกำลังใจ พลอยคิดว่าบริษัทแบบนี้ไม่อยากทำงานด้วยแล้ว เพื่อให้บริษัททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้้บริหารต้องใส่ใจพนักงาน ซึ่งพนักงาน 70-80%
ทำงานโดยไม่มีใครเหลียวแล จึงไม่ค่อยมีใครเห็นผลงาน ถ้าโครงสร้างพนักงานส่วนใหญ่นี้เสียไป โครงสร้างบริษัทก็จะเสียด้วยเช่นกัน ทีมเวิร์คเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนมีตำแหน่งของตัวเอง แค่รักษาตำแหน่งให้ดี และทำให้ดีที่สุด บริษัทนั้นก็จะประสบความสำเร็จได้
3.3 ไม่จำเป็นต้องใช้ศาสตร์ชั้นสูงบริหาร แค่ " รู้เท่าทัน " สถานการณ์ก็พอ
สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริหาร คือ ความสามารถในการรู้เท่าทันสถานการณ์ รู้คิดรู้อ่าน ถ้าผลประการต่ำก็ต้องตัดสินใจว่า ควรปรับเปลี่ยนนโยบายองค์กรอย่างพลิกฝ่ามือหรือไม่ หรือถ้าแนวทางไม่ผิดก็ควรจะรักษาทิศทางนี้ต่อไป แล้วแนวทางไหนดีกว่ากัน แค่บอกขาดทุนหรือกำไร ไม่พอ แต่จะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์งบการเงินเพื่อให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัญหาคืออะไร ต้องแก้ไขเรื่องนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องตีสถานการณ์ให้แตก
3.4 รถยนต์สุดหรูกับพนักงานผู้หิวโหย
คนที่เป็นเถ้าแก่หรือผู้บริหาร ต้องดูแลลูกน้องให้ดี เหมือนเป็นแม่ทัพ ก็ต้องคอยดูแลพลทหาร เพราะเป็นกำลังหลักในการสู้รบ ถ้าปล่อยให้หิวโซ จะเอาแรงที่ไหนไปสู้รบกับข้าศึก เช่นเดียวกัน พนักงานทำงานแทบตาย ผลงานดีเ่ด่นทำให้บริษัทมีกำไรมากมาย แต่ผู้บริหารไม่เคยขึ้นเงินเดือนหรือให้โบนัสอะไรเลย แต่กลับเอากำไรไปซื้อรถหรู ๆ คันใหม่ หรือบำเรอความสุขให้กับตัวเอง โดยที่ไม่ได้สนใจลูกน้อง ลูกน้องก็จะหมดกำลังใจที่จะทำงาน สุดท้ายก็ลาออกและถึงเวลานั้น บริษัทก็จะแย่
3.5 เถ้าแก่ที่ด้อยสติปัญญา จะถูกลูกน้องลองของเสมอ
เถ้าแก่เองจำเป็นที่จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ในงานด้านที่ทำด้วย เพื่อที่จะได้ถกเถียงหรือหาข้อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับพนักงานได้ ด้วยเหตุผล ข้อมูลต่าง ๆ เพืือแสดงศํกยภาพของตัวผู้บริหารว่ามีความรู้จริง พนักงานก็จะเกิดความเชื่อถือและเคารพในตัวผู้บริหาร แต่ถ้าผู้บริหารไม่มีความรู้อะไรเลยในงานด้านที่ำทำ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับลูกน้องได้ ลูกน้องก็อาจจะลองของกับผู้บริหารหรืออาจจะนำพาบริษัทไปในทางที่แย่ได้ เพราะลูกน้องจะไม่เคารพ และเชื่อถือในตัวผู้บริหาร
3.6 ถ้าคิดแต่เรื่อง กำไร จะไม่มีกำไร จงเริ่มจากการให้
คนที่คิดว่า " ต้องหากำไร " ต้องหาอะไรให้ลูกค้าซื้อให้ได้ มักจะไม่ได้กำไร กฏเหล็กของธุรกิจนั้น ต้องเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า " เราจะให้อะไรกับลูกค้าได้บ้าง " , " ลูกค้าต้องการอะไร อยากได้อะไร " ถ้าไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ลูกค้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะซื้อสินค้าเราไปทำไม เพราะไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ
3.7 จงสร้างบริษัทที่พนักงานทำงานด้วยความภาคภูมิใจ
ควรสร้างสิ่งแวดล้อมในบริษัทให้ดี และทำให้พนักงานที่ทำงานในบริษัทเรา รู้สึก ภาคภูมิใจ ว่าทำงานที่บริษัทนี้ เช่น ยูนิคโคล่ ทุกคนทำงานด้วยใจที่รักบริการ ยิ้มแย้มตลอดเวลา ใส่ใจและสนใจลูกค้าตลอดเวลา ทำให้ลูกค้้าประทับใจ และชอบที่จะมาซื้อของที่ร้านนี้ ส่วนตัวพนักงานก็มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนนึงของบริษัทที่มีชือเสียง
3.8 บริษัทที่จะมีกำไร ต้องเก่งในการค้นพบและแก้ไขปัญหา
ในบริษัทที่แข็งแกร่ง ผู้ที่พบปัญหาจะเป็นผู้ที่แก้ไขปัญหา เวลาพบเห็นปัญหาในบริษัท คนเหล่านั้นจะไม่วางเฉย หรือคิดว่าเป็นปัญหาของคนอื่น แต่จะเผชิญปัญหาแล้วแก้ไขสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญ คือ บริษัทหรือผู้บริหารต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อรับฟังปัญหาและความคิดเห็นของพนักงาน เพื่อจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข ให้กับบริษัท
3.9 จงเป็นคนน่าเชื่อถือ สิ่งดี ๆ จะเข้ามาหาแน่นอน
คนที่ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เฉพาะเงินเท่านั้นที่กู้ไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ความคิด หรือโอกาสทางธุรกิจ ก็ไม่มีใครอยากจะมอบให้ ความเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจ
3.10 ผู้บริหารที่เดินไปมาในบริษัทจะคว้ากำไรได้
การเดินไปเดินมาในบริษัท คอยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของพนักงาน คุยเล่นกับพนักงาน คอยรับฟังปัญหาของพนักงาน ข้อมูลที่ได้มานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของวันต่อไปได้ บางครั้งอาจได้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่สำคัญ และเราก็จะรู้จักนิสัยใจคอของพนักงานแต่ละคน ส่วนพนักงานก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความสนใจจากผู้บริหาร ก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน และก็จะกล้าบอกข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นจริงให้กับเราได้
4. อย่าเอาแต่คิด จงลงมือทำ ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เงิน
4.1 การลงมือทำสร้างชัยชนะได้
บางที ความฉลาด ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวหน้าในหน้าที่การงานเสมอไป เพราะคนหัวดี มักคิดเรื่องมากมายในสมอง แต่ไม่ค่อยลงมือทำ ตรงกันข้าม คนที่คิดว่าตัวเองหัวไม่ดี มักใช้การลงมือทำ มากกว่า จึงได้ลองเรียนรู้ถูก รู้ผิด ฝึกฝนจนกลายเป็นคนเก่งและชำนาญงานมากกว่า ผลคือ คนหัวไม่ดีกลับเอาชนะคนหัวดีได้
คนที่มีความรู้และฉลาด วิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้ีดี เป็นเรื่่องที่ดี แต่ต้องรู้จักนำมาเชื่อมต่อกับการลงมือปฏิบัติด้วย จึงจะสร้างผลงานออกมาเป็นกำไรให้กับบริษัทได้
4.2 สินค้าติดตลาดเพราะผู้บริหารเข้าใจความรู้สึกของลูกค้า
อันนี้ก็แค่ถ้าเรารู้ความต้องการของลูกค้าว่าอยากได้อะไร แล้วเราผลิตสินค้ามาได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และความต้องการของตลาด ก็จะทำให้สินค้าติดตลาด เช่น ร้านกาแฟสด สมัยก่อนไม่มีถุงให้หิ้ว ต้องถือด้วยอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้มีถุงแบบมาสวมให้เป็นหูหิ้ว สะดวกแก่การถือ ไม่ต้องเย็นมืออีกต่อไป ร้านกาแฟ ก็สั่งซื้อมาใช้กัน ก็ทำให้สินค้าตัวนี้ติดตลาดไป
4.3 หากไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด จะพลาดอีกเสมอ
บางที่คำว่า สูตรสำเร็จ ก็อาจมีวันหมดอายุได้ คือไม่สามารถนำสูตรนี้มาใช้ได้อีก อาจจะล้าสมัยไปแล้ว หรือตลาดได้เปลี่ยนแปลงไป ความต้องการก็เปลี่ยนไป ดังนั้นสูตรเดิมอาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก เพราะอาจทำให้บริษัทย่ำแย่ได้ เราจึงควรนำความผิดพลาดที่อาจจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ มาเป็นบทเรียน และคิดสูตรใหม่ ขึนมาแทน เราต้องตามให้ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
4.4 สร้างกำลังใจให้พนักงาน เป็นการสร้างผลกำไร
มีผู้จัดการจำนวนมากที่คอยขโมยผลงานของลูกน้อง แล้วนำไปเสนอเป็นของตัวเอง และก็ได้รับรางวัลหรือคำชมแทนลูกน้องที่เป็นคนทำผลงานนั้น ดังนั้นผู้บริหารต้องคอยสอดส่องกำลังใจของพนักงาน อย่าให้เกิดประเด็นน้อยใจที่ตั้งใจทำงานแล้วถูกชุบมือเปิป
4.5 ความสามารถในการตั้งเป้าหมาย เป็นทักษะของผู้บริหาร
ผู้บริหารต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง ไม่ใช่ตั้งเป้าไว้สูง และคิดว่า สั่งลงไปแล้ว ลูกน้องต้องสามารถทำได้จริง
4.6 ถ้าต้องการลดค่าใช้จ่าย ต้องไม่เฉื่อยชา
คนเป็นหัวหน้า ต้องสั่งงานในเวลาเช้าหรืออย่างน้อยก็ช่วงเช้า เพื่อพนักงานจะได้นำไปปฏิบัติได้เลยภายในวันนั้น แต่ถ้าไปสั่งตอนก่อนเลิกงาน ลูกน้องก็จะคิดว่าไว้ทำพรุ่งนี้แล้วกัน ทำให้เสียเวลาทำงานไปอีก 1 วัน ได้ผลงานช้าไปอีกวัน ถือเป็นการใช้ค่าแรงอย่างไร้ค่า
4.7 ทำงานให้มีเสน่ห์พอที่คนจะขอซื้อตัว แต่อย่าง้อคนที่ถูกซื้อตัว
หน้าที่สำคัญอย่างนึงของผู้บริหารก็คือ การบริหารบุคคลนั่นเอง ผู้บริหารต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ซึ่งพบว่ามักเกรงใจพนักงานที่ผลงานดี พนักงานที่มีท่าทีจะถูกคนอื่นซื้อตัวไป เราไม่จำเป็นต้องไปง้อหรือเอาใจอะไรกับคนประเภทนี้มากไป เพราะทำยังงัยคนเหล่านี้ก็ไม่ทำงานให้เรา 100 % อยู่ดี
4.8 เรื่องกำไรขาดทุน ยิ่งตัดสินใจเร็ว ยิ่งเห็นกำไร
คนที่ตัดสินใจแล้ว ลงมือทำทันที เมื่อเทียบกับคนที่่ไม่ทำอะไรเลย ย่อมพบกับเส้นทางความสำเร็จมากกว่า และในบรรดาเส้นทางเหล่านั้น ย่อมมีเส้นทางลัดอยู่ด้วย ในโลกธุรกิจ ระยะเวลาเพียง 3 ปี ระหว่างคนที่ตัดสินใจแล้วลงมือทำทันทีอย่างรวดเร็ว เทียบกับคนที่ลังเล ไม่กล้าติดใจอะไร จะเห็นความต่างได้อย่างชัดเจน
คนที่ตัดสินใจช้า มักเป็นคนที่กลัวความลำบากหรือใจดีกับตัวเองมากเกินไป ต้องลองมองตัวเองในแบบที่สายตาคนนอกมอง แล้วคุณจะเห็นความจริง
4.9 ข้อดีเมื่อเปลี่ยนภาษาเอกสาร ภายใน ให้เป็นภาษาอังกฤษ
การเปลี่ยนภาษาภายในองค์การเป็นภาษาอังกฤษ จะช่วยให้ทำงานฉับไวขึ้น เพราะ ภาษาอังกฤษจะไม่ยืดเยื้อ จะมีแค่ ได้ หรือ ไม่ได้ เป็นการสื่อความหมายที่ชัดเจน เห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าจะทำอะไร ไม่กำกวม นับเป็นภาษาที่ดีมากสำหรับธุรกิจ
4.10 ผู้นำที่ลุยงานเอง ผลประโยชน์เกิดกับบริษัทแน่นอน
หน้าที่ของเจ้าของกิจการที่พนักงานไม่มีสิทธิ์ก็คือ อำนาจตัดสินใจความเป็นความตายขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทแบบ sme เจ้าของกิจการต้องลุยภาคสนามให้มากที่สุด ผลประกอบการจึงจะดี เหตุผลไม่มีอะไรมาก ถ้าเถ้าแก่ลุยงานเอง การตัดสินใจทั้งหมดจะเร็วขึ้น โอกาสทางธุรกิจย่อมไม่หลุดลอยไป
4.11 ใส่ตัวเลขในบทสนทนา สร้างความจริงจังในธุรกิจ
ธุรกิจ กับ สโมสร แตกต่างกันอย่างไร ฟังจากบทสนทนาก็จะรู้ได้ ถ้าคุยกันเฮฮา ไม่มีตัวเลขมาเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นการคุยกันในสโมสร แต่ถ้าคุยกันของนักธุรกิจ จะมีตัวเลขอยู่ด้วยเสมอ เช่น ปีนี้เราัตั้งเป้ากำไรเพิ่มขึ้นอีก 5 % หรือว่ายอดขายปีนี้เราต้องเพิ่มขึ้นให้ได้อีก 10 % เป็นต้น เพื่อเป็นการแสดงถึงเป้าหมายที่ชัดเจนในสิ่งที่จะทำ จะไม่พูดลอย ๆ โดยไม่มีตัวเลข เช่น ปีนี้เราต้องเพิ่มยอดขายอีก เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น แต่ไม่มีตัวเลขบ่งบอก ว่า แล้วต้องทำเพิ่มเท่าไร บริษัทถึงจะมีกำไร เป็นต้น
4.12 ใช้เงินให้เป็น .... ถึงมีมากแต่เก็บไว้ก็เหมือนไม่มี
เงินเป็นสิ่งที่เอามาใช้ให้เกิดผล สำหรับนักธุรกิจแล้ว ถ้าได้กำไรสะสมไว้เรื่อย ๆ แต่ไม่ใช้เงินให้เกิดประโยชน์ ก็เท่ากับปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจหลุดลอยไป เราอาจจะนำเงินที่ได้ไปซืื้อเครื่องจักรเพิ่มเติมเพื่อขยายกำลังการผลิต หรืออาจจะซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เพื่อมาทำงานเอกสารให้ได้เร็วขึ้น การนำเงินมาใช้เช่นนี้ ก็จะทำให้บริษัท มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ขายได้มากขึ้น กำไร ก็มากขึ้นตามไปด้วย เรียกได้ว่าเป็นการใช้เงิน ได้อย่างคุ้มค่า
5. บริษัทที่ขี้เหนียวค่าล่วงเวลา ไม่มีทางอยู่รอดได้
5.1 ตอนที่ " เริ่มสำเร็จ " นี่แหละน่ากลัวที่สุด
มีคนจำนวนมากที่พอคว้าความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ก็คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จเสียยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นลูกน้องก็ต้องมีเจ้านายดี ๆ คอยเตือนสติว่า อย่าเหลิงในความสำเร็จนัก แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ คงไม่มีใครมาเตือนสติ เพราะฉะนั้น แม้ผู้บริหารจะประสบความสำเร็จน่าภาคภูมิใจ ก็อย่าได้ประกาศศักดาอะไรมากมาย จงวางตัวเฉย ๆ เหมือนเป็น เรื่องปกติ จะดีที่สุด แล้วค่อย ๆ สร้างความสำเร็จอันใหม่มอบรางวัลความสำเร็จแก่พนักงานบ้าง จะช่วยทำให้บริษัทเจริญรุ่งเรืองต่อไป
5.2 กลยุทธสร้างข้อเปรียบเทียบ เพื่อเสนอคุณค่าที่เหนือกว่า
ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เอาแต่ขายเนื้อราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าต้องการขายเนื้อกิโลละ 150 บาท ต้องมีเนื้อแบบกิโลละ 130 บาท และ 180 บาท ไว้ด้วย จะทำให้เห็นได้ว่า เนื้อกิโลละ 150 บาท คุณภาพดีกว่าเนื้อ กิโลละ 130 บาท แต่ราคาก็ถูกกว่า เนื้อกิโลละ 180 บาท ดังนั้นเนื้อกิโลละ 150 บาท ก็จะขายดีกว่าเนื้อทั้งสองราคานั้น เป็นไปตามเป้าที่เราวางไว้ เมื่อมีของให้เปรียบเทียบแล้ว ลูกค้าจะเป็นความคุ้มค่าของสินค้า ได้ดีกว่า วางสินค้าไว้อย่างเดียวเลย
5.3 นักวิ่งมาราธอนเก่งได้ เพราะซ้อมหนักจนรู้ข้อจำกัดของตัวเอง
คนจำนวนมากต้องล้มเหลวไปเพราะไม่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง คนกลุ่มนี้เป็นคนเก่ง มีความสามารถ ไฟแรง และจะพยายามทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งพอพยายามมาถึงระดับนึงแล้ว แม้กำลังจะไปได้สวยก็ต้องปะทะกับขีดจำกัดของตัวเอง แล้วทุกอย่างก็จะจบสิ้น คล้าย ๆ กับนักวิ่งมาราธอนที่เกาะกลุ่มกับตัวนำมาได้ถึงแถว ๆ ก.ม. ที่ 33 แต่วิ่งไปอีกไม่นานก็เริ่มถูกทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น คนที่ฉลาด ถ้าทำมาถึงตรงจุดที่ตัวเองไปต่อไม่ไหวแล้ว ก็ต้องไม่ลังเล ที่จะขอความช่วยเหลือจากคนที่เค้าถนัดกว่า ให้เค้าทำไปแทน แล้วเราก็จะได้ไปดูแลในส่วนอื่นต่อไปได้
5.4 เรื่องควรรู้ ก่อนโบยบินสู่โลกกว้าง
เรียนรู้ผู้คนที่่มาจากประเทศต่าง ๆ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละประเทศ ใ้ห้เข้าใจ เพื่อที่จะได้รับมือกับลูกค้าได้ถูกทาง ไม่ว่าจะมาจากชาติใด
5.5 อย่าให้เจ็บตัว เพราะเชื่อใจคนที่ทำกำไรให้
ผู้บริหารบางคน มักไม่กล้าแตะต้อง บุคคลที่ทำกำไรให้กับบริษัท อาจด้วยความเกรงใจ หรือ กลัวว่าเขาจะลาออก เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซึ่งบางทีเค้าอาจจะกำลังทำในสิ่งที่ผิดอยู่ก็ได้ การกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าวันนึงเกิดเค้าทำในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ถึงตอนนั้นเราคงแก้ไขอะไรได้ไม่ทันการณ์แล้ว
5.6 ทำธุรกิจก็เหมือนตกปลา เวลาปลาฮุบเหยื่อแล้วต้องลุยเต็มที่
เวลาสินค้าติดตลาดก็เหมือนกับปลาติดเหยื่อ ความเคลื่อนไหวทุกอย่างจะกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที เป็นความรู้สึกเดียวกันกับเวลาที่ลูกค้าตอบรับสินค้า ผู้บริหารที่ปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไป จะสร้างผลกำไรขนาดใหญ่ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเขากลัวต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้สินค้าที่มีแนวโน้มจะครองตลาดได้ดีต้องเสียโอกาสไป เท่ากับเป็นการกลบกระแสของสินค้าที่กำลังมาแรงนั่นเอง
5.7 เมื่อกินข้าวกับลูกค้า คนที่รีบเก็บกระเป๋าเงินก่อน จะไม่ชนะใจอีกฝ่ายทันที
เวลาไปกินข้าวกับลูกค้า เราต้องยื้อที่จะจ่ายให้ถึงที่สุด ถ้าเราเก็บกระเป๋าเงินก่อน จะทำให้ถูกดูแคลนว่าขาดความจริงใจ และจะทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจ
5.8 ชนะใจลูกค้า ด้วยวาทศิลป์แบบง่าย ๆ
ผู้บริหาร ควรจะต้องรู้จักใช้วาทศิลป์ ในการพูดจากับลูกค้าเพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ และรู้สึกดี และไ่ม่ลำบากใจ ก็จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจได้
5.9 อย่าขี้เหนียวค่าล่วงเวลา ถ้าเสียดายต้นทุน จะเสียมากกว่าได้
พนักงานทั้งหลายเป็นผู้ที่สร้างงาน จะทำงานล่วงเวลาก็เพราะ งานมีความสำคัญกับบริษัท เราไม่ควรเป็นผู้บริหารที่ขี้เหนียวกับงานอันยิ่งใหญ่นี้ อีกทั้งเราคงจะพูดได้ไม่เต็มปากว่า " ต้องทำงานให้เต็มที่ ทุกอย่างต้อง 100 % " ในขณะที่ไม่มีค่าล่วงเวลาให้พวกเขา
5.10 ยิ่งตอนขาดทุน ยิ่งต้องคิดใช้เงินให้คุ้มค่า
ช่วงขาดทุน การจะใช้เงินไปกับอะไร ต้องคิดว่า ใช้แล้วมันคุ้มค่า ไม่ใช่ใช้จ่าย ไปอย่างฟุ่มเฟือยต่อไป โดยไม่ได้ดู สถานการณ์ของบริษัท
5.11 ทำธุรกิจต้องฉับไว 3 ข้อ พึงจำไว้ เมื่อออกคำสั่ง
1. ต้องการให้ทำอะไรแน่
2. ต้องการให้งานเสร็จเมื่อไร
3. งานนั้นทำเพื่ออะไร (บอกวัตถุประสงค์)
ติดตามต่อตอนสุดท้าย กนะครับ
เครดิต : หนังสือ 76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม
HASEGAWA KAZUHIRO
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น