วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

76 วิธีใช้เงินและคน ให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนที่ 1

76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม ตอนที่ 1


1.  เข้าใจคุณค่าของเงิน ก็จะสำเร็จด้วยเงิน


     1.1  มนุษย์มีจิตใจ..... ความรู้สึกขอบคุณจึงสร้างเงินได้
           
             ว่ากันว่า " จงสร้างมนุษย์ด้วยคำชม " คนเราชอบให้ผู้อื่นชื่นชมมากกว่าตำหนิ มันยังเป็นการแสดงถึงความรู้สึกดี ๆ ต่อผู้ือื่นด้วย บางทีแค่คำว่า " ขอบใจนะที่ช่วยกัน " ก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี และรู้สึกฮึกเหิมในการที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ หรือทำให้มีความรู้สึกเต็มใจที่จะทำงานให้อย่างมีประสิทธิภาพ

     1.2  เงินนั้นแปลก ขอยืมมาเหมือนได้กำไร ใช้คืนไป เหมือนขาดทุน

            มีภาษิตญี่ปุ่นกล่าวว่า " เวลายืมเงินเรา หน้าเขาระรื่น ถึงเวลายื่นคืนเรา หน้าเขาเป็นยักษ์เป็น
มาร "  คนเราเวลาจะไปขอยืมเงินใคร มักจะพูดจาดี นอบน้อม ก่อนยืม แต่ตอนไปทวงจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที จะพูดจาอีกแบบ บางทีก็ด่าให้ด้วย

     1.3  ผู้รับเงิน กับ ผู้สร้างเงิน คิดต่างกัน

            คนที่พอใจชีวิตการทำงานที่ระดับผู้ใช้แรงงาน กับคนที่จะเติบโตเป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหาร คิดต่างกันเล็กน้อยเพียงเส้นผมเส้นเดียวเท่านั้น
            คนที่จะเป็นผู้ใช้แรงงานตลอดไป มักคิดว่า ได้ค่าแรง 300 บาทเท่ากัน ทำมากทำน้อยก็ได้ 300 บาทเท่ากัน  สู้ทำน้อย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยดีกว่า ก็ได้เงินเท่ากัน
            ส่วนคนที่จะเิติบโตเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร เขาจะคิดว่า ทำพยายามทุกทางเพื่อให้บริษัทมีกำไร เมื่อบริษัทมีกำไร เขาก็จะได้โบนัสได้เงินเดือนขึ้น ทำให้บริษัทมีความเจริญก้าวหน้า สามารถแข่งขันในตลาดได้ และในยามที่บริษัทจะต้องคัดคนออก บริษัทก็จะพิจารณาคนประเภทแรกก่อนเป็นแน่แท้ เพราะไม่สามารถทำอะไรให้บริษัทได้เลย

     1.4  ถ้ารอให้มีอารมณ์คงจะทำอะไรไม่สำเร็จซักอย่าง

            ถ้าเราจะทำอะไรซักอย่างแล้วมัวแต่มารอให้มีอารมณ์อยากทำก่อนแล้วค่อยลงมือทำ งานนั้นก็คงไม่ได้เริ่มซักที หรือเผลอ ๆ สุดท้ายก็อาจขี้เกียจทำไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเราคิดแล้วลงมือทำเลย อย่างน้อยงานก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ต้องทำจนสำเร็จลุล่วงไปได้ จะดีหรือไม่ดีก็ว่ากันอีกที

2.  คนที่ประสบความสำเร็จมักเปลี่ยน " ข้อมูล " เป็น " เงิน " ได้เก่ง

     2.1  อย่าเสียดายเงินและแรงกายที่ใช้ไปเพื่อ " ความรู้ " และ " ข้อมูล "

            ยกกรณีตัวอย่าง มีเพื่อนคนนึงที่เข้าร่วมสัมมนาในที่ต่าง ๆ บ่อยครั้ง แม้ต้องเสียเงินเป็นหมื่นเพื่อเข้าร่วมสัมมนาเป็นหมื่น เค้าก็ไม่เคยเสียดาย เขาทำอย่างนี้ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นลูกจ้าง ที่เค้าทำอย่างนั้นเพราะว่า เค้าคิดว่า การที่เราได้ไปฟังวิทยากรที่เป็นผู้ประสบความสำเร็จ เขามาถ่ายทอดประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปีให้เราได้เรียนรู้ในเวลาสั้น ๆ มันเป็นอะไรที่ถูกมาก 

     2.2  ห้องผู้บริหารที่พนักงานเข้าหายากมักได้รับแต่ข้อมูลปรุงแต่ง

             ห้องผู้บริหารที่มีลักษณะปิดกั้น พนักงานเข้ามาพบหรือหาลำบาก ก็จะทำให้พนักงานไม่ค่อยอยากมาพบหรือปรึกษาอะไร ดังนั้น เวลาพบปะพูดคุยก็จะได้แต่ข้อมูลปรุงเแต่ง เพราะกลัวที่จะมีความผิด แต่ในกรณีตรงข้ามถ้าห้องผู้บริหารเป็นลักษณะเปิดกว้าง ให้เข้าพบง่ายและตัวผู้บริหารเองก็เปิดกว้างรับไอเดีย เวลาลูกน้องมีไอเดียอะไรมาใหม่ ๆ ก็อยากจะมานำเสนอหรือปรึกษากับผู้บริหารได้ บริษัทนั้นก็จะเจริญก้าวหน้ากว่า เพราะจะได้ข้อมูลดี ๆ ไอเดียดี ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงใช้กับบริษัท และพัฒนาบริษัทให้ดีขึ้นได้

     2.3  ข้อมูลที่สำคัญต่อการทำงาน 90 % มาจากรอบ ๆ ตัวเรานี่เอง

            บางทีข้อมูลสำคัญ ๆ ก็อาจไม่ได้อยู่แค่ในบริษัท เราอาจหาข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าหรือคนรอบข้างเราที่ใช้สินค้าของบริษัทเรา หรืออาจจะใช้สินค้าของบริษัทคู่แข่งเราก็ได้  เราอาจขอความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าของเราเปรียบเทียบกับคู่แข่ง สอบถามว่าสินค้าเรากับคู่แข่งต่างกันอย่างไร มีตรงไหนที่ต้องปรับปรุงและนำมาแก้ไข เพื่อพัฒนาบริษัทให้ก้าวหน้าต่อไปได้

     2.4  หาข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ตนเองได้อย่างไร

            กรณีตัวอย่าง เจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง สมัยที่ยังไม่มีเงินมาก เค้าชอบที่จะไปตัดผมร้านที่แพงที่สุดหรือร้านดัง ๆ ที่คนรวยเค้าไปตัดกัน  เค้าไม่ได้แค่ต้องการอวดรวยหรืออยากไปคบค้าอะไรกับคนรวย แต่ที่เค้าทำอย่างนั้นเพื่อ ไปฟังคนรวยเค้าคุยกันในร้านตัดผมแห่งนั้น เพื่อที่จะได้ข้อมูลอะไรดี ๆ ข้อมูลของคนระดับบนสุดของสังคมนั้นย่อมมีค่ามหาศาล " คนรวยเจอกันย่อมมีข้อมูลสำหรับคนรวย " 

     2.5  " กำไรคืออะไร " ใครไม่รู้ย่อมเป็นผู้แพ้

            ยังมีคนที่คิดถึงแต่ ยอดขาย โดยไม่เคยมองหา กำไร เหมือนกัน ความจริง " กำไร " ก็คือส่วนที่เหลือจากการหักต้นทุนออกจากยอดขาย เพราะฉะนั้น ถ้าใช้ต้นทุนไปเกินกว่ายอดขายแล้วละก็ ย่อมหากำไรไม่เจอแน่นอน

     2.6  สุดยอดเครื่องมือ " ต้นทุนต่ำ " ที่ช่วยให้ทำงานรวดเร็วคืออะไร

            การทำงานในบริษัท ควรจัดให้เป็นรูปแบบ และหมวดหมู่  หรือแบบฟอร์ม เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน อะไรอยู่ในหมวดไหน อยู่ตรงไหน อยู่ส่วนไหน อะไรที่เกี่ยวเนื่องกัน ให้รวบเป็นรูปแบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกออกเป็นหลายส่วน มันจะทำให้เกิดหลายขั้นตอนเกินไป ให้รวบเป็นขั้นตอนเดียวไปเลย เช่น one stop service  ถ้าเราจัดรวบให้มันกระชับ และเป็นรูปแบบได้แล้ว จะช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น และได้จำนวนชิ้นงานที่มากขึ้น ไม่ว่างานด้านไหนก็ตาม  เมื่อเร็วขึ้น ได้จำนวนงานมากขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดลง บริษัทก็จะมีกำไรมากขึ้น

     2.7  บริษัทที่ไม่มีนักกลยุทธ์ของตัวเอง ย่อมไปไม่ได้ไกล

            นักกลยุทธ์ คือ ผู้ที่พาบริษัทให้ไปในที่ที่บริษัทได้เปรียบ สำหรับในระยะกลางแล้ว ยังสร้างส่วนแบ่งตลาด และสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้น  เราควรสร้างความเป็น นักกลยุทธ์ ในตัวเรา เพื่อที่จะนำพาบริษัทให้เจริญก้าวหน้า และสร้างผลกำไรได้อย่างงดงาม ควรศึกษาว่า การเป็นนักกลยุทธ์ ต้องทำอย่างไร และถ้าสุดท้ายเราทำไม่ได้จริง ก็ควรมองหานักกลยุทธ์เก่ง ๆ มาเป็นทีมงานในบริษัทเราให้ได้ เพื่อพัฒนาบริษัทต่อไป 

      2.8  แตกต่างจากคู่แข่งเพียงนิดเดียว ก็รวยแล้ว

            เราจะทำอย่างไรให้แตกต่างจากคู่แข่ง เพียงเล็กน้อย แล้วสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา เ่ช่น กรณี ณ ตอนนี้ ถ้าใครพูดภาษาจีนได้คล่อง หรือสามารถใช้ภาษาจีนในการติดต่อธุรกิจได้ดี ก็จะสามารถติดต่อค้าขายกับประเทศจีนได้สะดวกขึ้น และ้เราอาจจะได้สินค้าถูกกว่าคู่แข่ง ทำให้เรามีต้นทุนต่ำกว่า สามารถขายในตลาดได้กำไรเยอะขึ้น  เป็นต้น

     2.9  แข่ง ราคาสินค้า เมื่อไร  กระเป๋าแฟบ เมื่อนั้น

            ผู้บริหารที่มีความคิดว่า " ขายไม่ได้จึงต้องลดราคา " นับว่าเป็นบุคคลที่น่ากลัวที่สุด ถ้าสินค้าใกล้หมดอายุ หรือต้องการโละสต็อกสินค้า เพื่อลดภาระการสต็อกสินค้า อย่างนี้ การลดราคาสินค้า  เป็นสิ่งที่ทำถูกแล้ว แต่ถ้าคิดง่าย ๆ เพียงว่า ขายสินค้าไม่ดี ก็ลดราคาไปเถิดอย่างนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของกิจการ  กรณีถ้าเจอคู่แข่งขายตัดราคา ก็ถือเป็นโอกาสงามทีเดียว ที่เราจะออกสินค้าที่มีคุณภาพเหนือกว่า ขายในราคาสูงกว่า เพื่อสร้างความแตกต่างและผลกำไรอย่างสบาย ๆ

     2.10  อย่าปล่อยให้องค์กรป่วยจนรักษาไม่ได้

             เวลาที่บริษัทมีกำไร อย่าปล่อยให้ความคิดที่ว่า เมื่อมีกำไร ใช้เงินหน่อยคงไม่เป็นไร หรือเวลาบริษัทขาดทุน ก็คิดว่า ขาดทุนไปบ้างก็ไม่น่าเป็นไร หรือยอดขายไม่เข้าเป้า แต่ก็ยังถือว่าโอเคอยู่  ถ้าเราปล่อยให้ความคิดอย่างนี้ดำเนินต่อไป บริษัทก็จะเริ่มถดถอย กำลังเงินก็จะค่อย ๆ ร่อยหรอ ตามด้วยอาการขาดทุนเรื้อรัง ดังนั้น เวลาที่เกิดข้อผิดพลาดเราควรรีบหาสาเหตุและดำเนินการแก้ไขโดยด่วน เพื่อไม่ให้มันเรื้อรัง เกาะกินไปเรื่อย ๆ  ต่อไป

     2.11  งบดุลและงบกำไรขาดทุน เป็นรายงานวินิจฉัยโรคเบื้องต้นของบริษัท

              งบดุลและงบกำไรขาดทุน จะเป็นตัวแสดงถึงฐานะของบริษัทได้เป็นอย่างดี มันจะแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของบริษัท ว่าถึงเวลาจะต้องดำเนินแก้ไขได้รึยัง

     2.12  เงินส่วนตัว กับ เงินบริษัท รวมหรือแยกกันดี

              กฏเหล็กที่สำคัญของธุรกิจที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตก็คือ เมื่อมีผลกำไร ต้องสร้างนิสัยที่ดี สร้างความชัดเจนว่าอะไรเป็นของตัวเอง อะไรเป็นของบริษัท และต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้ชัดเจนว่า เงินที่อุตส่าห์หามาได้ด้วยความเหนื่อยยาก ก็ต้องใช้อย่างรู้คุณค่า ไม่ควรเอาไปเปลี่ยนเป็น รถยนต์หรูหราเพียงเพื่อความเท่ห์ หรือกินหมดไปในมื้อเดียว

     2.13  ผู้บริหารกับพนักงานคิดต่างกันที่ต้นทุน

              ต้นทุนที่ผู้บริหารคำนึงอย่างมาก แต่พนักงานกลับไม่รู้สึกอะไรเลย คือ " ค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากร" นั่นเอง ค่าใช้จ่ายตัวนี้แหละ คือ " ค่าใช้จ่ายคงที่ " ที่ลำบากใจมากที่สุด และเป็นจำนวนเงินมากที่สุดอีกด้วย เพราะฉะนั้น เวลาคิดจะลดการขาดทุนด้วยการลดต้นทุนในระยะสั้นแล้ว ผู้บริหารที่ขาดประสบการณ์ก็มักหนีไม่พ้น เรื่องการลดพนักงาน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ผล ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ผู้บริหารบางบริษัทใช้คนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่ก็บางที ขี้เหนียวกับเรื่องที่ไ่ม่ควร เช่น ไม่ยอมซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ีที่ทำงานเร็วกว่า แต่กลับยอมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ที่บางทีก็ต้องยกไปซ่อม แล้วก็ต้องรอซ่อมเสร็จถึงมาใช้งานต่อได้ มันเสียเวลาการทำงานไปเท่าไรแล้วแทนที่จะได้งาน เป็นการเพิ่มต้นทุนอีกต่างหาก 

     2.14  ลดค่าใช้จ่ายผิดทาง ระวังกำไรหดหาย

              สำหรับข้อนี้ อาจดูตัวอย่างจากข้อ 2.13 ได้ ในกรณีไม่ยอมซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นทันสมัยมาทำงานเพื่อให้ได้งานที่เร็วขึ้น กลับต้องมาช้าและเสียเวลาการทำงานเพิ่มอีก ทำให้ต้นทุนเพิ่ม กำไรหดหายทันที

     2.15  ความหมายที่แท้จริงของ " เวลาเป็นเงินเป็นทอง "

              " เวลาคือต้นทุน  เวลาช่วยผลิตเงิน "  การบริหารงานด้วยความรวดเร็ว พูดอีกอย่างก็คือ ต้องเร่งรวบรวมวัตถุดิบเพื่อการตัดสินใจ และตัดสินใจให้ฉับไว เมื่อทำได้แบบนั้น เราก็นำเวลาที่ประหยัดได้ไปใช้กับงานอื่นต่อได้ และไม่ทำให้พนักงานที่รอการตัดสินใจจากเราต้องเสียเวลาในการทำงานอีกด้วย เป็นการช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานอีกวิธีหนึ่ง

     2.16  กฏ 7 ประการลดการเสียเวลา

              1. จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำงาน
              2.  กำหนดเส้นตายที่จะทำงานเสร็จ
              3.  ไม่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
              4.  วางแผนการทำงานในแต่ละวัน
              5.  จัดเอกสาร บันทึก และโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ
              6.  เลิกผัดวันประกันพรุ่ง
              7.  จำใส่ใจว่่า อย่าใจร้อน เพราะมีแต่เสียหาย

     2.17  การเริ่มวันใหม่สำคัญมาก สามารถสร้างความแตกต่างได้เลย
               
              เริ่มวันใหม่ 5 ข้อ
             
              1.  วันนี้จะทำงานอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ไม่หงุดหงิด
              2.  จะพิจารณาแผนงานของวันนี้อีกครั้ง
              3.  ลงมือทำงานอย่างรวดเร็ว
              4.  จัดการเก็บงานที่ค้างไว้ ไม่รอช้า
              5.  คิดถึงแผนงานใหม่อย่างน้อย 3 เรื่อง


ติดตามตอนที่ 2 ต่อนะครับ




เครดิต : หนังสือ  76 วิธีใช้เงินและคนให้คุ้มค่า สู่รายได้ที่งดงาม
              HASEGAWA  KAZUHIRO 


     
            






   

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

ประเภทของ " คน " ในเรื่องเกี่ยวกับเงิน

การใช้เงินของคนแยกเป็นประเภทต่าง ๆ ไ้ด้ดังนี้ :

1. นักใช้ ( Spender )

     ถามว่าทำไมคนนี้ถึงเป็นนักใช้ ก็เพราะมันอยู่ในใต้จิตสำนึก อาจมีความหลังในวัยเด็กที่ไม่มีเงิน พอเติบโตขึ้นมามีเงินมากขึ้น ก็เลยใช้ เพื่อทดแทนในวัยเด็ก  ต้องไปแก้ตรงนี้ เพื่อให้ไม่เป็น นักใช้

2.  นักเก็บออม ( Saver )

     รวยมากเท่าไรก็ไม่กล้าใช้ ด้วยเหตุผลจากอดีต อาจจะเคยจนหรือว่าอดมื้อกินมื้อมา พอวันนึงที่มีเงินก็เล็งเห็นคุณค่าของเงิน จนไม่กล้าที่จะใช้มัน

3.  Avoider

     คือกลุ่มคนที่พยายามจะไม่ยุ่งกับเงินเลย เช่น พวกบัตรเครดิต  ค่าน้ำ ค่าไฟ จะให้คนอื่นไปทำหรือจัดการแทน เพราะอาจเห็นว่าเป็นเรื่องวุ่นวาย หรือไ่ม่สามารถจัดการกับเงินในเรื่องต่าง ๆ ได้

4.  Monk

     คนพวกนี้มองว่าเงิน เป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งชั่วร้าย  เมื่อมีเงินทำให้เกิดความทุกข์ กลัวว่าใครจะมาปล้นหรือมาแย่งเอาเงินไป หรือมีความเชื่อว่า พวกคนมีเงิน เป็นคนไม่ดี ชั่วร้าย  เป็นต้น


15 วิธีสร้างแรงบันดาลใจ

15 วิธีสร้างแรงบันดาลใจ

1. ละเว้นเรื่องไม่สำคัญ

     เรียนรู้ที่จะละเว้นหรือปฏิเสธ เรื่องที่ไม่สำคัญออกไปบ้าง

2.  เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเบื่อ

     จงหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คุณเบื่อ ความเบื่อมันเป็นสิ่งน่ารังเกียจ  ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงโซนที่่ทำให้เบื่อ

3.  เก็บบันทึกการคิดค้นของคุณ

     คุณจำได้ไหมว่า เมื่อไรที่คุณประสบความสำเร็จครั้งสำคัญ ครั้งแรกของชีวิตคุณ ควรจะจดบันทึกเก็บไว้ และเมื่อวันใดวันนึง คุณอาจจะเจอบันทึกนั้นอีกครั้ง และกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้คุณอีกครั้งนึง

4.  Clean Up บ้านของคุณ

     การทำความสะอาดภายในบ้าน จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง และรู้สึกเบาขึ้น คุณจะรู้สึกสมองลื่นไหล ไอเดียบรรเจิดขึ้นอีกครั้ง

5.  การออกกำลังกาย

     เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเรียกแรงจูงใจ เพราะเลือดหมุนเวียนทำให้สมองปลอดโปร่ง จิตใจแจ่มใส ช่วยกระตุ้นความคิดให้กลับมาได้อีกรอบ

6.  อ่านเรื่องราวความสำเร็จ

     เรื่องราวความสำเร็จที่ได้อ่านหรือฟัง อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้ และที่สำคัญอาจช่วยใ้ห้คุณได้ไอเดียใหม่ ๆ หรือเรื่องเก่า ๆ แต่คิดในอีกแนวทางหนึ่งได้

7.  ฟังเพลง ดูหนัง หรืออ่านหนังสือดี ๆ

     สิ่งเดียวที่ดีกว่าความเงียบ คือ การได้ฟังเพลงดี ๆ ตัวอย่างชีวิตดี ๆ จากในหนัง จินตนาการจะบรรเจิดเมื่อได้อ่านหนังสือ แนะนำให้หาปากกากับสมุดจดบันทึก ในขณะที่ไอเดีย บรรเจิด

8.  เก็บมาจากการอ่านประทับใจ

     เพียงหนึ่งประโยคจากใครบางคน อาจทำให้คุณมีความคิดใหม่ ๆ หรือมีแรงบันดาลใจที่ดีได้

9.  ประเมินความก้าวหน้าของคุณ

     หากการทำงานอย่างต่อเนื่องจะทำใหุ้คุณมีความคืบหน้าแล้ว ลองหันกลับไปดูความพึงพอใจจากสิ่งที่คุณสร้างขึ้นา รวบรวมประมวลผลในสิ่งที่ได้กระทำดูว่า มีความพอใจในผลงานมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้วางแผนงานเพื่อเพิ่มพลังงานของคุณ

10.  พูดคุยเกี่ยวกับโครงการของคุณ

     ร่วมพูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณ ให้คนเหล่านั้นรู้่ว่า คุณกำลังทำอะไร และนอกจากนั้นยังสร้างระดับของความรับผิดชอบบางอย่างในตัวคุณ ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะผลักดันคุณไปข้างหน้า

11.  ทำทีละอย่าง

     ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม ควรจัดการคัดเลือกสิ่งที่สำคัญที่จะต้องทำมาก่อนมาเป็นอันดับแรก ๆ และตั้งใจทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

12.  เขียนเป้าหมายที่ชัดเจน

     เขียนเป้าหมายของคุณให้ชัดเจน จัดระเบียบชีวิตให้เป็นสัดส่วน เมื่อจิตใจของคุณทำงานได้ดี ก็จะสามารถรู้ได้ว่า สิ่งไหนที่ต้องทำ สิ่งไหนที่ไม่ต้องทำ

13.  ไ่ม่ได้มุ่งเพื่อความสมบูรณ์แบบ
 
     ความสมบูรณ์แบบ เป็นจุดสิ้นสุดตั้งแต่เริ่มคิด ไม่มีอะไร perfect ที่สุด

14.  ยอมรับความล้มเหลว

     ความล้มเหลวกับความสำเร็จ เป็นเพียงผลจากการกระทำของคุณ หนึ่งสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของศัตรูแห่งแรงจูงใจ คือ ความกลัวความล้มเหลว กลัวว่าผลของคุณจะเปิดไม่ดี ยอมรับมัน มันอาจจะมีสักเสี้ยวที่ไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องหยุดทำในสิ่งที่คุณกำลังทำ ให้คุณทำให้ดีที่สุด

15.  สร้างความท้าทายส่วนบุคคล

     ความท้าทายส่วนบุคคลจะถูกกำหนดเป็นเป้าหมายระยะสั้นโดยปกติ 15-90 วัน เช่น การออกกำลังกาย อาจจะตั้งเป้าหมายไว้แบบระยะสั้น และทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น แล้วค่อย ๆ พัฒนาเป้าหมายไปตามลำดับ


คนรวยมี 40 อย่างที่เหมือนกัน

คนรวยมี 40 อย่างที่เหมือนกัน  (อันนี้เอามาจากในพันทิพอีกทีนะ)

1. อย่าอายที่จะพูดเรื่องเงิน
2. เลือกวิธีที่สนุกในการหารายได้
3. มีเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าสองทางขึ้นไป
4. ไม่มีข้ออ้างสำหรับการเรียนรู้
5. ไม่เคยพูดคำว่า มีเงินแต่ไม่มีความสุข จะมีไปทำไม
6. ลงทุนในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
7. เป้าหมายเรื่องรายได้ ชัดเจน
8. คิดเรื่องการเติบโตตลอดเวลา
9. ให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำสำเร็จ
10. ไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อการทำงาน
11. ไม่ได้เป็นคนที่เก่งหมดทุกอย่าง
12. ใช้คนเป็น เลือกคนเก่งมาเคียงข้างโดยไม่สนเรื่องค่าใช้จ่าย
13. กล้าทุ่มเทเงินให้กับสิ่งที่คุ้มค่า
14. หาแนวคิดและเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อตัวเอง
15. รักครอบครัว 
16. ทุ่มเทความสะดวกสบายให้พ่อแม่ 
17. พ่อแม่อยากได้อะไรที่ไม่ผิดหาให้หมด
18. เอาแต่ใจ ดื้อเงียบ
19. ฟังมากกว่าพูด
20. ชื่นชมคนที่รวยกว่าด้วยลำแข้งตัวเอง
21. อ่อนน้อมถ่อมตน
22. คิดใหญ่กว่าคนธรรมดา
23. วิ่งเข้าหาความเป็นไปไม่ได้
24. ค้นหาโอกาส แสดงตัวทุกครั้งที่โอกาสมาถึง
25. ไม่เคยรอคำว่าพร้อม
26. เลือกคบหาคนที่มองโลกในแง่ดี 
27. เข้าใจความเสี่ยง
28. กล้าพูดถึงความดีของตัวเอง
29. ทำบุญแบบถึงไหนถึงกัน 
30. ลงเงิน ลงแรงช่วยเหลือคนอื่น
31. ชอบให้ความรู้เด็กรุ่นใหม่ 
32. ไม่ขี้บ่น ไม่เคยโทษคนอื่น 
33. เจอปัญหา เขากลับบอกว่านี่ไม่ใช่ปัญหา นี่คือโจทย์
34. พัฒนาตัวเองตลอดเวลา
35. เป็นนักอ่านชั้นยอด
36. เห็นคุณค่าของเวลา
37. มองเห็นอนาคตทางการงานของตัวเอง
38. บอกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร
39. แบ่งเวลาทำงานหนัก และให้รางวัลตัวเองอย่างหนัก
40. ชอบพูดคำว่า "พี่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ" เป็นประจำ

อ่านแล้วดูซิ เราทำกันได้กี่ข้อบ้าง  เดี๋ยวยังมี 17 ข้อที่คนรวยกับคนจนต่างกันยังงัย อีกนะ ไว้จะมาเขียนไว้ให้อ่านกัน


จบละ 



รีวิวหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty

The Secret Life of Walter Mitty


     วันนี้อยากมารีวิว หนังเรื่องนี้ครับ ไปดูมาเมื่อคืนวันที่ 30.12.56  หนังดูค่อนข้างเดินเรื่่องไปเรื่อย ๆ แต่ชวนให้ติดตาม ผมไปดูมาแล้ว ชอบเรื่อง ภาพของหนัง รวมถึงภาพถ่ายที่อยู่ในหนัง การเล่าเรื่องชวนให้น่าติดตาม ขนาดผมพาลูก ๆ ไปดู ลูก ๆ ยังไม่เบื่อเลย เค้าบอกว่าสนุก แล้วก็อยากรู้ตอนจบกัน  ขอเน้นว่า ภาพสวยมากครับ
     ตัวหนังกล่าวถึงชายคนนึง คือ Walter Mitty เป็นชายที่ทำงานเกี่ยวกับ ฟิล์มเนกาทีฟ ให้นิตยสาร Life  เรียกว่าเป็นคนคัดรูปภาพจากช่างภาพอิสระทั้งหลาย เพื่อมาลงในนิตยสาร  ตัว Walter Mitty เองนั้น เนื่องจากทำงานอยู่ในที่ที่คนไม่ค่อยรู้จัก ทั้งแผนกทำงานกันอยู่ 2 คน ชีวิตของเค้าเลยไ่ม่ค่อยมีเรื่องตื่นเต้นอะไรกับชีวิต ขนาดว่า จะจีบผู้หญิงคนนึง ก็ยังไม่กล้าพอ แต่แล้วชีวิตก็พลิกผัน เมื่อเค้าต้องไปตามหาฟิลม์รูปที่ 25 ซึ่งช่างภาพอิสระคนนึงซึ่งโด่งดังในการถ่ายภาพมาก ได้ส่งฟิลม์มาให้กับ Walter Mitty และระบุมาว่า ให้ใช้รูปที่ 25 เป็นรูปหน้าปก นิตยสาร life ฉบับสุดท้ายนี้ ก่อนที่ นิตยสารฉบับนี้จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิตยสารออนไลน์  วอลเธอร์ ต้องออกผจญภัยไปที่ต่าง ๆ เพื่อตามหาช่างภาพคนนี้ เพื่อจะถามว่าฟิลม์รูปนี้อยู่ที่ไหน เค้าหาไม่เจอ ระหว่างที่ วอลเธอร์ ออกผจญภัยนั้น ขอบอกเลยว่า ภาพสวยมากกก ตัว วอลเธอร์ ก็ได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่นอกเหนือที่เค้าเคยเจอมา มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก แต่มันก็น่าแปลกตรงที่ แค่รูปเพียงรูปเดียวเค้าต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือเนี่ย  แต่สุดท้ายเค้าก็ค้นหาเจอจนได้ รูปที่ 25 นี้ แต่ไม่บอกนะว่าอยู่ที่ไหน ให้ลองไปดูก็แล้วกัน  ดูแล้วส่วนตัวรู้สึกว่า สนุกนะ  แต่อยากบอกอย่างนึงว่า อยากให้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งความหวังว่าหนังมันจะสนุก หรือตลกอะไร  ให้เข้าไปดูด้วยความรู้สึกโล่ง ๆ  แล้วจะพบว่า หนังเรื่องนี้สนุกอะ  ลองไปดูกันนะครับ

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

พรดี 4 ข้อ ว. วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี ....พรดี 4 ข้อ

1. อย่าเป็นนักจับผิด 
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง 'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก' คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส 'จิตประภัสสร' 
ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี 'แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข'

2. อย่ามัว แต่คิดริษยา
'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน'
คนเรา ต้อง มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เรา ต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น 'ไฟสุมขอน' (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา' หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น'
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ 'อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน'
'อยู่กับปัจจุบันให้เป็น' ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคย อิ่ม ด้วยน้ำ ไฟไม่เคย อิ่ม ด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม'
ทุกอย่าง ต้อง ดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น
*คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู *คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เรา ต้อง ถามตัวเองว่า 'เกิดมาทำไม' 'คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน 'ตามหา 'แก่น' ของชีวิตให้เจอ
คำว่า 'พอดี' คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี' รู้จัก 'พอ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข'

วันสุดท้ายของปี 2556

31/12/56

     วันนี้มีนัดตอนเย็นไปทำไรกินกันตอนเย็นที่บ้านเล้ง แล้วก็สวดมนต์ข้ามคืนกัน  วันนี้ตื่นเช้ามาก็มานั่งทำอาหารเช้ากิน ทำเบค่อน ไข่เจียว กับขนมปัง กินเป็น breakfast ตอนเช้า พอกินเสร็จ เช้านี้มีโปรแกรม
ไปพารากอนกันก่อนเพื่อไปหาซื้ออาหารเข้าไปเพิ่มเติมที่บ้านเล้ง แต่ที่เลือกไปพารากอน ก็เพราะอยาก
ไปดูร้านสเก็ตบอร์ด พอดียัยมินน์ มันอยากได้ หลังจากเมื่อวานพลาดเป้าไป วันนี้เลยตั้งใจจะไปซื้อใหม่
หลังจาก search หาสถานที่ขายแล้ว ก็พบว่าอยู่ที่ สยามแสควร์ ซอย 1 ชื่อร้าน preduce ตอนเที่ยงแวะกิน
ร้านอินเตอร์กันก่อน  หลังจากทานข้าวกันเสร็จก็ออกเดินหาร้านกัน

     และในที่สุดก็ตามหาร้านเจอ ก็เข้าไปหาไปคุยขอคำแนะนำ ในการเลือกซื้อ นี่ถ้าช้าอีกนิด มีสิทธิอดได้อีกนะวันนี้ เพราะไอ้แผ่นกระดาษทรายที่ต้องแปะติดสำหรับยึดเกาะเท้า ดันเหลือแผ่นเดียว แล้วก็ดันมี
ฝรั่งมาอยากซื้ออีก แต่เราซื้อก่อนแล้ว มันเลยอด และสุดท้ายมันก็เลือกแบบ penny ไปเล่นแทน แต่ฝรั่งนี่เห็นว่ามาจากรัสเซีย และตั้งใจมาซื้อที่ร้านนี้โดยเฉพาะ  แสดงว่าร้านมันดังมาก และนี่ก็คือรูปของเล่นชิ้นใหม่ของยัยมินน์




     หลังจากเสร็จภาระกิจซื้อสเก็ตบอร์ด ก็ตรงเข้าสู่ห้างพารากอน เพื่อหาซื้อของกินกันต่อ และสุดท้ายก็หนีไม่พ้น คริสปี้ครีม  และก็ตามด้วยผลไม้นิดหน่อย ๆ เข้าไปเสริม สำหรับงานเลี้ยงคืนนี้ ขอบอกว่าพารากอนวันนี้คนเยอะมาก รถจอดซ้อนค้นแบบสองแถวเลย คนเยอะจนปวดหัว พอออกจากพารากอนได้ ก็ตรงดิ่งสู่บ้านเล้งทันที  ถึงบ้านเล้งประมาณสี่โมงได้มั้ง  เด็ก ๆ ก็หยิบสเก็ตบอร์ดคนละอันไปเล่นกัน ฝึกเล่นกัน เราก็ไปลองเล่นดูด้วย หงายหลังไปสองที โคตรเจ็บ เลย  แก่เกินเล่นละเรา พอตกเย็นค่ำหน่อย เพื่อน ๆ ก็ค่อย ๆ ทะยอยกันมา  และงานเลี้ยงก็เริ่มประมาณทุ่มนึงได้ ค่อย ๆ ย่าง ค่อยๆ กินกันไป




     ปีนี้คนค่อนข้างจะน้อยหน่อย เจ้ยู้ก็ไปขอนแก่นทำบุญบ้านเจ้เพี้ย  คนเลยน้อย ปีนี้งดแอลกอฮอล์กันหมด แล้วก็เลิกกินเร็วกว่าปีก่อน  เข้าไปนั่งในบ้านเล้งรอเวลาสวดมนต์ข้ามคืน ระหว่างรอเราก็เผลอหลับไปงีบนึง พอตื่นมาก็รู้สึกปวดเมื่อยมาก เจ็บแขนด้วย ที่หงายถลำลงมากระแทกแขน  พอห้าทุ่มกว่า ๆ ก็
ไปนั่งสวดมนต์กัน ปีนี้ ช่อง 7 ทำไม่ดี บทสวดไม่ตรงกับที่พระสวดซะเยอะ เลยทำให้สวดตามไม่ทัน แต่ก็สวดจนเค้าตัดรายการไป หลังจากนั้นก็กลับบ้าน ถึงบ้านตีหนึ่ง เหนื่อยมากกกก ขอหลับสบาย ๆ เลยคืนนี้

                                                                                                                  สวัสดีปีใหม่ 2557

                                                                                                                    Thee  Superthee